กรณีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมออกหมายเรียก “6 โรงกลั่นน้ำมัน” เข้าพบในสัปดาห์หน้า สั่นสะเทือนวงการพลังงานพอสมควร โรงกลั่นทั้ง 6 โรงต้องออกแถลงการณ์ก่อนที่ความเชื่อมั่นจะติดลบ โดยยืนยันไปในทางเดียวกันว่า…
การดำเนินงานของโรงกลั่นมีระบบควบคุม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลด้านการผลิต การจัดเก็บ และการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าตรวจสอบ
ล่าสุด…ได้รับการยืนยันจาก “กรมธุรกิจพลังงาน” โดย “สราวุธ แก้วตาทิพย์” อธิบดีกรมฯ ระบุชัดเจนว่า “ไม่ใช่ความผิดฐานกักตุนน้ำมัน” แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับการกรอกข้อมูลในเอกสารกำกับการขนส่งน้ำมันไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด แต่เนื่องจากเอกสารดังกล่าว ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ภาครัฐใช้ตรวจสอบเส้นทางการขนส่งน้ำมัน ที่จะขยายผลสืบสวนไปยังประเด็นอื่น จึงต้องเรียกโรงกลั่นน้ำมันให้ข้อมูล
ทางด้าน “ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมี 3 โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ออกมายืนยันและบอกด้วยความมั่นใจว่า โรงกลั่นฯในกลุ่ม ปตท. ดำเนินธุรกิจไปตามครรลองทางธุรกิจ ปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นได้ตั้งคณะกรรมการเข้าไปช่วยซัพพอร์ทโรงกลั่นน้ำมันในเครือทั้ง 3 โรงแล้ว โดยเราให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส “การกักตุนทำไม่ได้ ไม่มีที่เก็บ แต่เราก็จะว่าไปตามกระบวนการ”
CEO ปตท. ได้อธิบายถึง “ประโยชน์ของโรงกลั่นน้ำมันของประเทศ” จากการดำเนินงานที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงเกิดวิกฤติ เพื่อฉายภาพให้สาธารณะเห็นว่า ใน 24 ชม.ของโรงกลั่นทำสิ่งใด และตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง
“ดร.คงกระพัน” กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำเร็จรูปใช้มาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเกิดวิกฤตพลังงาน ก็เพราะมีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ 6 โรงที่เดินเครื่องเกินร้อยมา ไม่ได้หยุดเลยในช่วงเกือบสองเดือน ซึ่งใช่ว่า อยู่ ๆ จะทำได้ โรงกลั่นต้องมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมามีการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเป็นระยะ ๆ อย่างโรงกลั่นในเครือปตท.ลงทุนรวมไปถึง 111,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีก่อน เพื่อเพิ่มศักยภาพโรงกลั่น จนสามารถใช้น้ำมันดิบจากหลายแหล่งมาเข้าหอกลั่นได้ ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงจากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
“ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันสุทธิ 90% กลุ่มปตท.จัดหา 60% ของประเทศ วิกฤติที่เกิดขึ้น ประกอบกับการลงทุนปรับปรุงโรงกลั่นไปก่อนหน้านี้หลักแสนล้านบาท ทำให้สามารถใช้น้ำมันดิบจากหลายแหล่ง ซึ่งมีคุณภาพแตกต่างกันได้ ทั้ง แอฟริกา ละตินอเมริกา เป็นต้น ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเหลือ 30% จากเดิมที่ใช้ 60-70%” CEO ปตท. ระบุชัด

ดร.คงกระพัน อธิบายต่อว่า แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะเทคโนโลยีที่พร้อมรองรับเท่านั้น แต่ต้องมาจากความสามารถในการจัดหาด้วย การเสริมเขี้ยวเล็บของ ปตท.ก็ได้มาช่วยในช่วงเวลานี้ จากการ “ขยายธุรกิจเทรดดิ้ง” ทำให้มีเครือข่ายการจัดหาน้ำมันดิบกว้างขวาง ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ที่ฮุสตัน ลอนดอน อาบูดาบี สิงคโปร์ สามารถซัพพอร์ทปริมาณน้ำมันดิบ เข้ามาให้โรงกลั่นเดินเครื่องต่อเนื่องในวันนี้
ข้อดีที่โรงกลั่นฯทำมาในช่วงเกิดวิกฤต แต่กลับถูกมองในทางตรงกันข้าม เสมือนหนึ่งเป็น “จำเลยสังคม” ทำให้ “CEO ปตท.” ต้องออกมาตอกย้ำว่า “โรงกลั่นทำเพื่อประเทศในด้านไหนบ้าง???” เพราะนอกจากจะไม่ลดกำลังผลิตแล้ว แต่ ปตท.ยังซัพพอร์ทจัดหาน้ำมันดิบมาให้กลั่นต่อเนื่อง โดยเดินเครื่องกลั่นดีเซลเต็มแมกซ์เกินร้อย เมื่อเดือนมี.ค.69 ผลิตดีเซลเพิ่มขึ้น 38 ล้านลิตรต่อวัน แม้ไม่ใช่โหมดการผลิตที่คุ้มค่าสูงสุด เพราะต้องรับภาระ Operating Cost ไปเต็ม ๆ แม้ตอนนี้ความต้องการใช้ดีเซลลดลง แต่ก็ส่งออกไม่ได้ ต้องลดกำลังการผลิตลงในเดือนพ.ค.นี้ เนื้องจากกำลังประสบปัญหาไม่มีพื้นที่เก็บน้ำมัน
ทั้งนี้ปริมาณผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ได้จากหอกลั่น (Inventory Middle Distillates) ของกลุ่ม ปตท.ที่เก็บในคลังช่วง 1-14 พ.ค.69 ทะลุไปที่ 1,225 ล้านลิตรแล้ว ซึ่งตัวเลขนี้ มีสัดส่วนเพิ่มมาตามลำดับ “ดร.คงกระพัน” อธิบายว่า น้ำมันดิบตามสัญญาที่ยังไม่ได้รับซึ่งยังติดค้างที่ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเปิดช่องแคบ จะทำให้มีปริมาณน้ำมันเกินความต้องการ เพราะได้จัดหาจากแหล่งอื่นเตรียมไว้แล้ว อาจจะต้องขายออก ด้วยราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน
“ส่วนการขอส่งออกนั้น ได้คุยกับรัฐบาลไปแล้ว อยู่ในกระบวนการขออนุญาตส่งออกในส่วนของน้ำมันอากาศยานต่อไป แต่ก็ต้องดูด้วย เพราะก่อนหน้านี้มีความต้องการ แต่ตอนนี้ตลาดก็เริ่มมีข้อจำกัดแล้ว เพราะหลายประเทศ อย่างจีนก็ส่งออกมาเหมือนกัน” ดร.คงกระพัน ระบุ
CEO ปตท. บอกด้วยว่า การลดค่าการกลั่นเป็นเรื่องระยะสั้น ๆ ที่โรงกลั่นก็ต้องช่วยกันไป แต่ต้องย้ำว่า การดำเนินธุรกิจของโรงกลั่นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดต้องบริหารจัดการในหลายด้าน เพราะราคาน้ำมันดิบและสำเร็จรูปในตลาด มีทั้งขาขึ้นและขาลง จะเจาะดูค่าการกลั่นเพียงบางช่วง แล้วบอกค่าการกลั่นสูง…ไม่ได้ ต้องดูทั้งปี ตามรอบของธุรกิจ
ยกตัวอย่างว่า ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยทั้งปีโรงกลั่นไทยออยล์ซึ่งมีประสิทธิภาพการกลั่นสูงสุด ได้รับกำไรจากการกลั่น 30 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น แม้ว่าในไตรมาสแรกจะได้รับกำไรจากการกลั่น 90 สตางค์ต่อลิตร แต่ต้องดูไตรมาสถัดไปด้วย และดูเฉลี่ยทั้งปี ซึ่งเราจัดหาน้ำมันดิบมากลั่นได้จริง ขณะที่ค่าพรีเมี่ยมการจัดหา ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ สูงขึ้นไปมาก
“แต่ก็จำเป็นต้องซื้อ เพื่อให้มีน้ำมันมากลั่น ให้ประชาชนมีน้ำมันใช้เพียงพอไม่ขาดแคลน นี่คือเป้าหมายสูงสุด แม้ว่าวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้ ปตท.มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 600 ล้านบาทต่อเดือนหรือ 7,000 ล้านบาทต่อปีก็ตาม อีกด้านหนึ่ง ปตท.ซึ่งต้องรักษาสมดุลในฐานะรัฐวิสาหกิจ และการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรามี 2 บทบาทที่ต้องรักษาสมดุล แต่ไม่ได้หมายถึง 50/50 อยู่ที่บริบทพลังงาน ปตท.ต้องช่วยเหลือประชาชน และต้องทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน” ดร.คงกระพัน อธิบายให้เห็นถึงเหตุและผล
ถามว่า…ทำไม ปตท.ยังรับแรงกระแทกได้ และเติบโตต่อไปได้ แม้จะผ่านวิกฤติมาซ้ำแล้วซ้ำอีก “ดร.คงกระพัน” ให้คำตอบว่า กลุ่มปตท.ดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงช่วยเฉลี่ยความเสี่ยง ทำให้เราอยู่ได้ และมีศักยภาพในการเติบโต แม้ว่าธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอาจต้องประสบปัญหาบ้าง แต่ในธุรกิจอื่นยังไปได้ดี อย่างธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และปิโตรเคมี ซึ่งราคาผลิตภัณฑ์สูงขึ้นยกแผงในปีนี้ ทั้ง HDPE เพิ่มขึ้น 29% PX เพิ่มขึ้น 25% ส่วน PP และ BZ เพิ่มขึ้น 23% สิ่งที่เราต้องทำจึงมีหลาย ๆ ส่วนด้วยกัน เพื่อรักษาศักยภาพนอกจากต้องระวังการใช้เงินและการลงทุน ในส่วนของพันมิตรฯก็ต้องหาไปพร้อมกัน มาเสริมทัพในระยะยาว เช่นในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นเพื่อมาช่วยเรื่องของการจัดหาน้ำมันดิบ เป็นต้น

ธุรกิจปิโตรเคมี คงได้เห็นแล้วว่า ปตท.จับมือบริษัทไทยในแวดวงเดียวกัน อย่างบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจีซี (SCGC) ในกลุ่ม SCG โดยตั้งต้นศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ในธุรกิจโอเลฟินส์ และโพลีโอเลฟินส์ เพื่อสร้างจุดแข็งในการจัดหาวัตถุดิบ และเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจปลายน้ำจากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ของปีนี้ เมื่อ Synergy เกิดขึ้นแล้ว สเต็ปต่อไปย่อมเกิดขึ้นตามมา เพื่อไปสู่เป้าหมายใหญ่ในการ “ยกระดับปิโตรเคมีไทย” สู่ National Champion
อีกเส้นทางการเติบโตต่อของกลุ่ม ปตท.ในช่วงเวลานี้ จะได้เห็นการเน้นไปที่ธุรกิจที่เชี่ยวชาญเป็นด้านหลัก และต่อยอดมากกว่าการแตกกอออกไปทำธุรกิจอื่นมากมาย อย่าง ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ปักธงกันว่า ก๊าซธรรมชาติจะเป็นพลังงานหลักช่วงเปลี่ยนไปอีกหลายสิบปี
หลังจากนี้จะได้เห็น ปตท.เร่งเครื่องในธุรกิจ LNG เพื่อเพิ่มพอร์ทการลงทุนในธุรกิจนี้ เป้าหมาย 10 ล้านตันในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันในปี 2578 ยุทธศาสตร์ ปตท.ในกิจการ LNG มี 3 ส่วน คือ 1.ปริมาณการค้า (Scale) ต้องได้ ในไตรมาส 1 ของปีนี้ทำได้แล้ว 1.28 ล้านตัน จากทั้งปีที่เป้าหมาย 3.7 ล้านตัน 2.ต้องกระจายโอกาส และ 3.ต้องมีสัญญาที่ยืดหยุ่น หมายถึงต้องสามารถจัดหา LNG จากหลาย ๆ แหล่ง เช่น สหรัฐฯ และภูมิภาคต่าง ๆ บริหารจัดการ LNG สำรอง และเพิ่มการลงทุนใน LNG Value Chain ในระยะใกล้ อย่างไตรมาส 2 ของปีนี้ ปตท.จะจัดหา LNG เพิ่มเติมจากสหรัฐฯและแคนาดา 3.5 ล้านตันต่อปี
หาก ปตท.จะเข้ามาเล่นในธุรกิจ LNG เต็มตัว ก็ต้องพร้อมรองรับความเสี่ยงด้วย เพราะแหล่ง LNG มาจากตะวันออกกลางด้วย ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตอนนี้คิดเป็น 20% ของการค้า LNG โลก เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง จากที่เคยคาดว่า กำลังผลิตจะล้นตลาด ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว สถานการณ์ล้นตลาด เลื่อนออกไป 2-3 ปี ทั้งราคาตลาดก็ปรับตัวสูงขึ้นและผันผวน
โดยราคา Henry Hub หรือราคาตลาดโลกอ้างอิงในอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดที่เป็นแหล่งจัดหา LNG เพิ่มไปถึง 6% คาดว่าทั้งปีราคาจะอยู่ในระดับ 3.4-4 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ส่วนราคา JKM ซึ่งเป็นตลาดของผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชีย เพิ่มขึ้น 15% อยู่ที่ 13-15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู
แต่ก็ใช่ว่าจะเชียร์แต่การนำเข้า LNG “ดร.คงกระพัน” บอกว่า การสำรวจและผลิตก๊าซฯในประเทศ ทั้งการพัฒนาแหล่งใหม่และการต่ออายุสัมปทานในประเทศไทย และการพัฒนาปิโตรเลียมรอบบ้านเรา ยังจำเป็นมาก รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) หรือเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ก็ยังคงเดินหน้าคู่ไปด้วยกัน ขนาดกักเก็บมากกว่า 5 ล้านตันต่อปี ที่จะทำให้เกิดขึ้นในปี 2577 ซึ่งตอนนี้นำร่องที่แหล่งก๊าซธรรมชาติ “โครงการอาทิตย์” ในอ่าวไทย ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงาน ตั้งเป้าเริ่มกระบวนการเก็บกักคาร์บอนในปี 2571
การจัดหาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ ยังคงเป็นภารกิจของ ปตท.ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าวิกฤติพลังงานจะทำให้ต้องระมัดระวังการลงทุน แต่อนาคตประเทศต้องมีทางเลือกใหม่ ๆ อย่าง การพัฒนาไฮโดรเจน ซึ่ง ปตท.ได้เสนอต่อคณะอนุกรรมการแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ไปแล้ว ในการนำแอมโมเนียมาเผาร่วมกับถ่านหินในโรงไฟฟ้า เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และตามแผนจะสร้างเครือข่ายการจัดหาและโครงสร้างพื้นฐานทดลองนำแอมโมเนียมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับโรงไฟฟ้าภายในปี 2573
“สงครามในตะวันออกกลาง” ครั้งนี้ทำให้ “กลุ่ม ปตท.” ยักษ์ใหญ่ในวงการพลังงานไทย ต้องปรับแผนกันพอสมควร แต่การผ่านร้อนหนาวหลายครั้งจนมาถึงวันนี้ วันที่ ปตท.มี Market Capitalization 1.04 ล้านล้านบาท ไม่ใช่ปรากฎการณ์ข้ามคืน แต่เป็นเครื่องการันตีว่า ปตท.มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวตลอดมา แต่ก็ใช่ว่าจะประมาทได้ เพราะแรงกระแทกใหม่ ๆ อาจมาถี่กว่าในยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)



















