บรรยากาศชื่นมื่นไม่น้อย สำหรับ งาน “ปาร์ตี้ ซีอีโอ” เมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบรัฐบาล เป็นเจ้าภาพเลี้ยงดินเนอร์บรรดา “เจ้าสัวแถวหน้าเมืองไทย” เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา พบปะพูดคุย ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ได้เชิญผู้บริหารระดับสูง (CEO) และบรรดาเจ้าสัวที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ประมาณ 30 คนจาก 12 กลุ่มธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการรับฟังความเห็นแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
งานนี้ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชน มีบรรดา เจ้าสัวแถวหน้าของเมืองไทยมากันพรึบกว่า 30 คนจาก 12 กลุ่มธุรกิจ นักธุรกิจที่มาวันนั้น ล้วนเป็น “เจ้าเก่าขาประจำ” เช่น “เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโส ซีพี.ควง “ศุภชัย เจียรวนนท์” ลูกชายมาแบบแพ็กคู่ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กัลฟ์ ดีเวลล็อปเมนท์ “ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง” ซีอีโอ.ปตท. “ทศ จิราธิวัฒน์” ประธานกรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัล เป็นต้น
ส่วนผู้แทนจากองค์กรธุรกิจเอกชน ประกอบด้วย หอการค้าไทย-สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย-สมาคมธนาคารไทย-สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ เอสเอ็มอี.ไทย พาเหรดเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อปรึกษาหารือ สะท้อนความคิดเห็นและเสนอแนะให้รัฐบาลเป็นแนวทางดำเนินนโยบาย

บรรยากาศการพูดคุยอย่างนี้ก็คงเป็นแค่ “พิธีกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์” สร้างความมั่นใจเสียมากกว่า คงไม่ได้เนื้อได้น้ำเท่าไหร่ เพราะมีเวลาแค่ขั่วโมงกว่า ๆ คนที่ได้สิทธิ์พูด 14-15 คน ให้เวลาพูดแค่คนละ 3 นาทีเท่านั้น ส่วนใหญ่ตัวแทนองค์กรต่าง ๆ จะเสนอความเห็นและข้อเรียกร้องผ่านทางจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ
ประเด็นการพูดคุยรัฐบาลรวบรวมเป็น “วาระเศรษฐกิจเร่งด่วน” 4 ประการ คือ 1) ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เน้นพลังงานสะอาด 2) พัฒนาคน ให้พร้อมรับขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines-NGEs) 3) ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่ 4) ฟื้นกลไก-กระบวนการ กรอ.(คณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชน) ตามแบบรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
จะสังเกตว่า เป็นข้อเสนอแบบเดิม ๆ ทุกครั้งที่ภาคธุรกิจพบนายกฯ โดยเสนอเป็นภาพใหญ่ และเน้นปัญหาในกลุ่มธุรกิจที่ตัวเองเท่านั้น
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการเมืองไทย เพราะเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน รัฐบาลต้องพึ่งพาการลงทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะ “นายทุนขนาดใหญ่” ที่มีทั้งเงิน เทคโนโลยีและเครือข่ายระดับโลก ดังนั้นการเชิญกลุ่มพลังงาน ธนาคาร ค้าปลีก โทรคมนาคมหรือเทคโนโลยีเข้าพบ จึงถือเป็นเรื่องปกติ รัฐบาลย่อมหวังให้เกิดการลงทุนใหม่ การจ้างงานใหม่และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ ใช้โมเดลรัฐพัฒนาดึงภาคเอกชนเข้าร่วม เรียกว่า คณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน หรือ “กกร.” ไม่ใช่แค่นัดทานข้าว หารือแล้วจบ แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจริง ๆ ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย-สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย-สมาคมธนาคารไทย บางครั้งมีการประชุมสัญจรไปเมืองใหญ่ ๆ ในต่างจังหวัดเช่น หาดใหญ่ โคราช เชียงใหม่ ภาคเอกชนทั้งส่วนกลางและในพื้นที่มีปัญหาอะไรก็เสนอผ่าน กกร. ตอนนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก
สมัยนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่มีเครือข่ายนักธุรกิจมากมาย อีกทั้ง “ดร.สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลไทยรักไทย มีคอนเนกชันนักธุรกิจไม่น้อยเช่นกัน ก็มักจะพบปะหารือกับภาคเอกชนและนักวิชาการบ่อย ๆ แต่ไม่ถึงกับตั้งคณะทำงานร่วม
ในยุคลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ในรัฐบาล คสช. “ดร.สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์” ก็ได้ดูแลเศรษฐกิจ ก็ดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมงานอย่างใกล้ชิด ตั้งโครงการ “สานพลังประชารัฐ” ด้วยแนวคิด “ทุนใหญ่ช่วยทุนเล็ก” นำ “ซีอีโอ.บริษัทขนาดใหญ่” นั่งทำงานในฐานะเป็นประธานชุดต่าง ๆ คู่กับรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ มีการแบ่งงานชัดเจน กำหนดพื้นที่ทำงานร่วมกัน แต่โมเดลนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ หายไปดื้อ ๆ
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ รัฐบาลจะพบกับเจ้าสัว เพราะรัฐบาลกับนายทุนแยกกันไม่ออก แต่คำถามคือ “คนตัวเล็กในสังคม” อยู่ตรงไหนในโต๊ะอาหารมื้อนั้น ในวันที่ รัฐบาลพูดเรื่อง AI Data Center หรือเมกะโปรเจกต์ “คนตัวเล็ก” อย่างชาวนากำลังกังวลกับราคาข้าว ชาวไร่อ้อยราคาต่อตันหายไปครึ่ง ชาวสวนเจอต้นทุนปุ๋ยแพง ชาวประมงแบกราคาน้ำมัน SME ขายของยาก ร้านโชว์ห่วยแข่งกับยักษ์ค้าปลีกไม่ไหว พนักงานออฟฟิศรายได้ไม่พอค่าครองชีพ ชาวบ้านมีปัญหาหนี้ครัวเรือน

นี่คือความย้อนแย้ง เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันตัวเลขบางอย่างอาจดูดี แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น และภาพที่ปรากฏออกมาผ่านสื่อคือ ภาพที่นายกฯ และรัฐมนตรีรายล้อมด้วยนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีไม่กี่ราย แต่ความมั่งคั่งรวมกันมากกว่า 50% ของจีดีพี. บางคนรวยจากธุรกิจผูกขาด บางคนรวยจากสัมปทานรัฐ บางคนมีกำไรจากส่วนต่างเงินฝากชาวบ้าน
คนส่วนใหญ่จึงอาจจะรู้สึกว่า อนาคตประเทศถูกกำหนดด้วยคนที่อยู่บนสุดของสังคม ยิ่งสังคมไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว ภาพที่ออกมายิ่งละเอียดอ่อนทางการเมือง คนส่วนใหญ่ก็จะตั้งคำถามว่า รัฐบาลฟังเสียงเฉพาะคนรวย กลุ่มทุนใหญ่เท่านั้นหรือ
อันที่จริง “คนตัวเล็ก” ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม ก็มีข้อมูลหน้างานที่อยากสะท้อนให้ “ผู้มีอำนาจ” รับฟัง อาจเป็นข้อเท็จจริงอีกด้าน ที่แตกต่างจากข้อมูลหรือความเห็นของ “บรรดาเจ้าสัว” และมีความสำคัญกับประเทศไม่น้อยกว่าธุรกิจรายใหญ่ อาทิ ชาวนารู้ว่าปัญหาราคาพืชผลอยู่ตรงไหน SME รู้ว่ากฏหมายอะไรเป็นอุปสรรค ร้านค้ารู้ว่ากำลังซื้อหายจริงแค่ไหน รวมถึงชาวประมงรู้ว่าต้นทุนกำลังทำให้คนอยู่ไม่ได้อย่างไร
แต่เขาเหล่านั้น ไม่มีพื้นที่สำหรับสะท้อนปัญหา ไม่มีพื้นที่ในโต๊ะอาหารของผู้นำประเทศ รัฐบาลจึงไม่ควรมีพื้นที่เฉพาะ “บรรดาเจ้าสัว-กลุ่มทุนผูกขาด” แต่ควรมีเวทีให้ “คนตัวเล็ก” ในสังคมเหล่านี้ ได้สะท้อนปัญหาโดยตรง ได้แต่หวังว่า “นายกฯ อนุทิน” จะเปิดโอกาสเชิญคนที่เป็นฐานรากของสังคม ตัวแทนชาวนา ชาวไร่ แรงงาน ประมง อื่น ๆ มีโอกาสได้ล้อมวงกินข้าว ฟังความเห็นคนระดับชาวบ้านที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศบ้าง
อย่าลืมว่า หากการเติบโตทั้งหมดของประเทศอยู่ในมือคนไม่กี่กลุ่ม ขณะที่ฐานรากของเศรษฐกิจอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ประเทศก็จะเติบโตแบบเปราะบาง พร้อมพังทลายได้ทุกเวลา
……………………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย….. “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















