เมื่อภาพชินตา กลายเป็น “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ถึงเวลา “ปลุกสปิริตการเมือง” สู่ “ประเทศนิติรัฐ” ที่แท้จริง ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ภาพ “เหตุการณ์อุบัติเหตุซ้ำซาก” จาก โครงการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ 3 ครั้งซ้อน และ เหตุรถไฟชนรถเมล์สุดสลดกลางกรุงเทพฯ
ได้กลายเป็น “ภาพจำอันขมขื่น” ที่ฝังลึกในใจประชาชน จนแทบกลายเป็น “ความชินชาในสายตาชาวโลก” ทุกครั้งที่สิ้นเสียงเหตุการณ์ มันได้เห็น Action ที่กลายเป็น “สูตรสำเร็จ” ทั้งจาก “ผู้นำประเทศ” และ “รมว.คมนาคม”
ตั้งแต่ลงพื้นที่ตรวจตรา สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ไปจนถึงการประกาศเยียวยาผู้สูญเสีย ผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน
ในเชิงบริหารราชการแผ่นดิน พฤติกรรมเหล่านี้ เป็นเพียงการเดินบนถนนคู่ขนานกับหลักนิติรัฐและหลักนิตธรรม ที่รัฐบาลเคยลั่นวาจาแถลงไว้ต่อรัฐสภา
มันเปลือยล่อนจ้อนให้เห็นถึงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ บนสะพานที่ผุกร่อน ยามเกิดอุบัติเหตุระดับมหันตภัยเกิดขึ้นถี่และรุนแรง
กลายเป็น “กระจกบานใหญ่” สะท้อนถึง “ความล้มเหลวเชิงระบบ” ใน “มาตรการกำกับดูแลความปลอดภัย” ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “สวัสดิภาพชีวิต” สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบขนส่งมวลชนอย่างรุนแรง
ภายใต้การแสดงออกของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้กุมบังเหียนในกระทรวง” ที่วันนี้ถูกมองว่า “ล้มละลายทางการเมือง” ตั้งแต่ดูแล “วิกฤติพลังงาน” จนมาถึง “โครงการแลนด์บริดจ์”

วันนี้ถึงเวลาก้าวข้ามการแอกชันเชิงสัญลักษณ์ หรือออกคำสั่งรายวัน แล้วไปนั่งบริหารต่อ ราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะในอารยประเทศที่หยั่งรากลึกด้วยหลักนิติรัฐ ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก ดังนั้น “ผู้บริหารสูงสุด” ต้อง “แสดงสปิริตทางการเมือง” ที่เหนือกว่า “ข้อกฎหมาย”
แม่ทัพใหญ่กระทรวงคมนาคม ต้องจารึกบรรทัดฐานใหม่ โดย “ประกาศลาออกจากตำแหน่ง” เพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างสูงสุดในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงานทั้งหมดในสังกัด
การก้าวลงจากตำแหน่ง ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการส่งสัญญาณอันทรงพลังว่า ชีวิตประชาชนมีค่าเกินกว่าจะแลกด้วยเก้าอี้รัฐมนตรี
ที่เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการปลุกจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในองค์กรให้ตื่นตัว เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีแห่งหลักนิติรัฐกลับมาโลดแล่นอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกันยัง เปิดโอกาสให้ “นายกรัฐมนตรี” เฟ้นหา “คนที่เหมาะสม” มานั่งเป็น “เจ้ากระทรวงคนใหม่” เพื่อสานต่อนโยบาย พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ทั้งเอาผิดหน่วยงานรัฐที่หย่อนยาน กลุ่มทุนผู้รับเหมาที่ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย

โดยภารกิจเร่งด่วนที่ต้องสะสาง เป็นด่านทดสอบความเด็ดขาดจาก 4 เหตุการณ์ใหญ่ ที่เหมือนเกิดซ้ำซากใน “รัฐบาลอนุทินพลัส”
เริ่มตั้งแต่ เหตุการณ์ดินยุบ ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เมื่อ 24 ก.ย. 68 สันนิษฐานเกิดจากก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงในพื้นที่อ่อน
ตามด้วย เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถด่วนพิเศษ กรุงเทพ-อุบลราชธานี อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อ 14 ม.ค. 69 ผู้เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บราว 70 ราย
ต่อด้วย เครนยักษ์ถล่มบนถนนพระราม 2 ทับรถของประชาชนพัง เมื่อ 15 ม.ค.69 มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และล่าสุด…สด ๆ ร้อน ๆ รถไฟชนรถเมล์
“รมว.คมนาคมคนใหม่” ควรเร่งดำเนินคดีอาญา คดีแพ่ง ทั้งผู้รับเหมา วิศวกรควบคุมงาน เจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อน “ขึ้นบัญชีดำ” บริษัทคู่สัญญา โดยผู้นำประเทศถึงขั้นประกาศระงับการสัมปทาน การประมูลทุกโครงการ
ขณะที่การเยียวยา ฟื้นฟูความยุติธรรมแก่เหยื่อในทุกกรณีที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ญาติผู้เสียหายฟ้องร้องจนคดีรกตีนบันไดศาล
ที่สังคมต้องการคือ รัฐบาลต้องเดินหน้าผ่าตัดระบบความปลอดภัยสาธารณะ โดยสั่งระงับก่อสร้างโครงการที่เข้าข่ายเสี่ยงทั่วประเทศ เพื่อเปิดประตูให้องค์กรวิชาชีพตรวจสอบมาตรฐานวิศวกรรมใหม่
ข้อเสนอเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นปราบคอร์รัปชันภายในกระทรวงคมนาคมที่เป็นธรรมที่สุด ตอบสนองต่อแนวทาง “รัฐบาลอนุทินพลัส” ที่ประกาศกร้าว “ล้างบาง” โกงกินให้สิ้นซาก โดยมีนายกฯ นั่งเป็นแม่ทัพใหญ่ คุมคณะกรรมการปราบปรามทุจริตด้วยตัวเอง เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากระบบที่ขับเคลื่อนด้วยสายเลือด-น้ำตา ไปสู่ “ระบบคมนาคมที่ปลอดภัย” เปี่ยมด้วยนิติธรรมอย่างแท้จริง
……………………………..
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น



















