“ศรีสุวรรณ จรรยา” ในนามองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ปม กกต.จัดทำคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจเปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนกลับถึงผู้ใช้สิทธิ กระทบหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อกังวลอาจเอื้อการซื้อเสียงและทุจริตเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร A นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางมายื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง ตามประเด็นที่ศาลกำหนด ภายหลังจากที่องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 213 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด (QR Code) และบาร์โค้ด (Barcode) นั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือแจ้งให้องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ส่งความเห็นเพิ่มเติมภายใน 15 วัน หลังจากองค์กรได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณี กกต.จัดทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นสามารถล่วงรู้ความลับในการใช้สิทธิเลือกตั้ง อันอาจกระทบต่อความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังขอให้พิจารณาว่า ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 85 รวมถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 มาตรา 84 และมาตรา 86 หรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 และกำหนดเป็นคดีหมายเลขดำที่ ต.30/2569
องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ระบุในคำชี้แจงว่า รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้สามารถตรวจสอบผลการลงคะแนนของบุคคลอื่น หรือระบุตัวผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ แม้บัตรเลือกตั้งจะถูกออกแบบให้เป็นความลับ แต่ตัวเลขซีเรียลที่ปรากฏบนคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด อาจเชื่อมโยงกับ “ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งหากมีการตรวจสอบร่วมกัน ก็อาจสาวไปถึงตัวบุคคลผู้ใช้สิทธิได้
นายศรีสุวรรณ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้การกระทำลักษณะดังกล่าวจะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตโปร่งใส แต่หากเกิดกรณีซื้อเสียงและมีการตรวจสอบว่าผู้รับเงินลงคะแนนให้ตามข้อตกลงหรือไม่ ก็อาจมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้สแกนรหัสบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อตรวจสอบย้อนกลับผ่านต้นขั้วบัตรเลือกตั้งได้ ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตโดยอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องในการควบคุมดูแลบัตรเลือกตั้ง
“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 85 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การเลือกตั้ง สส. ต้องใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ดังนั้น หากมีกระบวนการใดที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญ” นายศรีสุวรรณ กล่าว
พร้อมระบุอีกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 82 ก็กำหนดให้ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น ระบบใดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ก็อาจกลายเป็นช่องทางเอื้อให้เกิดการทุจริตในการเลือกตั้งได้ในอนาคต.



















