ปี 2569 เหลืออีก 1 เดือนก็ผ่านไปครึ่งปี ตอนนี้เริ่มเข้าสู่เดือนมิ.ย. ที่เป็นช่วงต้นของการเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ซึ่งรัฐสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จะปิดสมัยประชุม 11 ก.ค.นี้
สำหรับช่วงก่อนปิดสมัยประชุม ตั้งแต่มิ.ย.-ก.ค. เรื่องร้อนทางการเมืองที่พอเห็นคิวล่วงหน้า ก็เช่น การพิจารณาพระราชกำหนดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่ก็คาดว่า ศาล รธน.น่าจะวินิจฉัยจบภายในเดือนมิ.ย.นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือนก.ค. แต่หากศาล รธน.วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัด รธน.ทั้งฉบับ ก็จะทำให้รัฐสภาไม่ต้องพิจารณาพ.ร.ก.ดังกล่าว แต่หากศาลยกคำร้อง รัฐบาลก็จะส่งพ.ร.ก.มาให้รัฐสภาพิจารณาลงมติเห็นชอบ ตามขั้นตอนต่อไป
และอีกหนึ่งเรื่องร้อนทางการเมือง ในช่วงต้นฤดูฝน ที่รัฐสภาจะพิจารณาก่อนปิดสมัยประชุมฯ ก็คือ การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม ตามมาตรา 256 ที่จนถึงตอนนี้ มีเสนอเข้าสู่การพิจารณาไปแล้ว รวม 5 ฉบับ ประกอบด้วย ของ “พรรคภูมิใจไทย” 1 ร่างฯ โดยเป็นพรรคแรกที่ยื่นก่อนพรรคการเมืองอื่น “พรรคประชาชน” เสนอ 2 ร่าง โดยยื่นเสนอเข้ารัฐสภาเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และล่าสุด “พรรคประชาธิปัตย์” ที่แม้มีสส.แค่ 21 เสียง ทำให้ต้องไปขอลายเซ็นจากพรรคการเมืองอื่นมาช่วยลงให้ครบ 100 คนขึ้นไป ที่สุดท้ายก็ได้มาครบ และยื่นเรียบร้อยไป 2 ร่างฯ เมื่อศุกร์ที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา
ทำให้ตอนนี้ มีร่างแก้ไข รธน.มาตรา 256 รอเข้าคิวพิจารณาแล้ว 5 ร่าง และคาดว่าสัปดาห์หน้า “พรรคเพื่อไทย” ก็น่าจะเสนอร่างแก้ไข รธน.เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเช่นกัน เพราะเพื่อไทยก็มี สส.ไม่ถึง 100 คน จึงต้องหาลายเซ็นจาก สส.พรรคอื่นมาช่วยเซ็นให้ ทำให้มีแนวโน้มอาจจะมีประมาณ 6 ร่างฯ

อย่างไรก็ตาม ก็มีข่าวว่า “สว.บางส่วน” โดยเฉพาะสว.ที่เรียกตัวเองว่า “สว.อิสระ” ที่นำโดย “นรเศรษฐ์ ปรัชญากร“ สว. ในฐานะประธานกมธ.ฯ พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กำลังเคลื่อนไหวจะเสนอร่างแก้ไข รธน.ประกบเข้าไปอีก 1 ฉบับ ที่หากจะเอาจริง สว.กลุ่มนี้ ก็คงไปเน้นขอลายเซ็นจากสส.พรรคประชาชน ที่มีความคิดคล้ายกัน มาช่วยเซ็นให้ แต่ก็ต้องดูว่า เนื้อหาตามร่างฯ จะตรงกับแนวคิดของพรรคประชาชนด้วยหรือไม่
สำหรับร่างแก้ไข รธน.ที่เสนอเข้ามาแล้ว 5 ร่างฯ ก็มีเช่น ล่าสุดของ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่เสนอไป 2 ร่างฯ โดยเนื้อหาหลัก ๆ ก็เช่น ให้การยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ ต้องไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “สถาบันฯ” และไม่ให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.โดยตรง เพื่อให้เดินตามคำวินิจฉัยของศาล รธน.
ส่วน “ที่มาของ ส.ส.ร.” ตามร่างของพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบไปด้วยสมาชิก 100 คน โดย 80 คน มาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ในแต่ละจังหวัด แล้วแต่ละจังหวัดก็จะส่งมา 3 ชื่อ แล้วส่งเข้ามาให้สภาเป็นผู้คัดเลือกเลือก 80 คน โดยสมาชิกรัฐสภาหนึ่งคน เลือกได้หนึ่งรายชื่อ ผู้ที่ได้คะแนนมากสุด 80 คนแรก เป็น ส.ส.ร. ส่วนอีก 20 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน และอีก 10 คน จะแบ่งเป็น 5 คน คือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน อีก 5 คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ฯ โดยให้ไปยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน และเมื่อร่างเสร็จแล้ว ต้องส่งกลับมาให้รัฐสภาโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยคะแนนเสียงเห็นชอบต้องได้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5
ส่วนร่างแก้ไข รธน.อีก 1 ร่าง เป็นการเสนอแก้มาตรา 256 โดยตรงคือ เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า การจะให้ความเห็นชอบร่างแก้ไข รธน.ให้ใช้เสียง 3 ใน 5 เลย ไม่ต้องไประบุเรื่องจำนวนสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งปัจจุบันระบุว่า ต้องได้เสียงเห็นชอบจากสว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งก็เป็นการไป “ลดอำนาจวุฒิสภา” ลง ที่อาจทำให้ สว.ไม่เห็นด้วย และอาจไม่ให้ความเห็นชอบร่างแก้ไข รธน.ร่างที่สองของประชาธิปัตย์ เพราะเท่ากับ สว.โดน “ริบอำนาจ” ของตัวเองออกไป
ความเป็นไปได้ทางการเมือง ประเมินแล้ว ร่างแก้ไข รธน.ของพรรคภูมิใจไทย น่าจะเป็นร่างฯ ที่มีความเป็นไปได้สูงมากที่สุด ที่จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาในวาระแรก และคงเป็นร่างหลักในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมฯ ของรัฐสภาที่จะตั้งขึ้น หลังรัฐสภาให้ความเห็นชอบในวาระแรก เพราะเป็นร่างแก้ไข รธน.ที่ดูจะประนีประนอมมากที่สุดในทางการเมือง อีกทั้งน่าจะได้แรงหนุนจาก “สว.สีน้ำเงิน” ที่คงโหวตผ่านวาระแรกไปให้ก่อน ส่วนเนื้อหาจะปรับแก้ไขอะไรตรงไหน ค่อยไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการฯ และตอนพิจารณาวาระสอง ต่อไป
ส่วนร่างแก้ไข รธน.ที่มีแนวโน้มจะไม่ผ่านมากที่สุด ก็คงไม่พ้นร่างแก้ไข รธน.ของพรรคประชาชน-พรรคส้ม เพราะยังมีประเด็นที่หลายคนประเมินแล้ว มองตรงกันว่า ค่อนข้างสุดโต่งเกินไปบางเรื่องก็ดูจะท้าทายคำวินิจฉัยของศาลรธน.อยู่ในที ทำให้อาจโดนคว่ำ-ตีตกตั้งแต่วาระแรก

ยิ่งการที่ “พรรคประชาชน-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านฯ ออกมาเปิดศึกกับวุฒิสภา โดยชี้เปรี้ยงไปว่า สว.เป็นหนึ่งในเครือข่าย “ระบอบสีน้ำเงิน” จนสว.หลายสิบคนไม่พอใจ ยืนแถลงข่าวประท้วง “หัวหน้าพรรคประชาชน” รอยบาดหมางทางการเมืองแบบนี้ ระหว่าง “พรรคส้ม” กับ “วุฒิสภา” ยิ่งทำให้ สว.ไม่พอใจพรรคประชาชน จากเดิมที่ก็อยู่กันคนละขั้วอยู่แล้ว มันก็ทำให้เป็นไปได้สูง ร่างแก้ไข รธน.ของพรรคประชาชน อาจไม่ได้เสียงหนุนจาก สว.ถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 67 เสียง ที่หากได้เสียงไม่ถึงในวาระแรก ก็จะทำให้ร่างแก้ไข รธน.ของพรรคประชาชน ร่วงได้ทั้ง 2 ร่าง
ซึ่งถ้าผลออกมาแบบนั้นจะยิ่งทำให้ แนวรบระหว่าง “พรรคส้ม” กับ “สภาสูง” ก็ยิ่งฝังรากลึก กระนั้นเชื่อว่า ทั้งสองฝั่งคงไม่แคร์กันอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมา ก็เปิดฉาก “ฟัดกันหลายรอบ” โดยล่าสุด “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา บอกไว้ว่า จะนัดประชุมรัฐสภา พิจารณาร่างแก้ไข รธน. ในวันที่ 7-8 ก.ค.นี้ ที่ถึงตอนนั้น ฝ่ายพรรคส้มกับสภาสูง คงได้ซัดกันอีกรอบ
ถ้ารอบนี้จะเปิดศึกกันอีกรอบตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดือนมิ.ย.-ก.ค. ทั้งสองฝั่งคงคิดว่า ซัดกันอีกสักรอบ มันจะเป็นอะไรไป เพราะที่ผ่านมา “สองปีกการเมือง” นี้ ก็เปิดหน้าแลกกันตลอด
การเมืองในช่วงเริ่มเข้าฤดูฝน เดือนมิ.ย. ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นปมร้อนที่รออยู่ ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองตามมาหลายระลอก
………………………………………..
คอลัมน์ : ส่องป้อมค่ายการเมือง
โดย “พระจันทร์เสี้ยว”



















