กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ “กระทรวงดีอี” พักหลัง ๆ เริ่มมีบทบาทเป็นที่รู้จักมากขึ้น ตามเทรนด์ของโลกที่ก้าวไปสู่ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินให้ทันสมัย
จากบทบาทดังกล่าว ทำให้กระทรวงนี้มีโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบดิจิทัลมากมาย และไม่ต้องแปลกใจที่หลายโครงการ เกิดข้อสงสัยของสังคม ทั้งในเรื่องของความโปร่งใส ความเหมาะสมหลาย ๆ อย่าง
ล่าสุดที่มีกระแสถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนในแวดวงไอทีอย่างมาก นั่นคือกรณี กระทรวงดีอีกำลังเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ด้วยงบประมาณ 1,600 ล้านบาท เพื่อเปิดโอกาสคนไทย 5 ล้านคนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ฟังดูเผิน ๆ ดูเหมือนเป็นนโยบายตอบโจทย์อนาคต
แต่สิ่งที่คนในวงการไอทีตั้งคำถามกับกระทรวงดีอี คือ เรากำลังลงทุนเพื่อสร้างศักยภาพของประเทศ หรือกำลังใช้ภาษีของประชาชนเพื่อขยายฐานลูกค้าให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ
ความเห็นบางช่วงบางตอนของ “พรทิพย์ กองชุน” ที่เคยร่วมงานทั้ง Microsoft และ Google ได้เขียนอรรถาธิบายในเฟซบุ๊กไว้อย่างน่าสนใจว่า “โปรเจค TH-AI Passport กำลังเอาเงินภาษี1.6 พันล้านบาท ไปประเคนให้ Google, Microsoft และ Open AI เพราะเรากำลังเอา User คนไทย 5 ล้านคน ไปมอบให้แพล็ตฟอร์มต่างชาติฟรี ๆ ถมตังค์ให้อีก”
“คนไทยที่พัฒนาสร้างระบบด้วย AI Platform เจ๋ง ๆ มีเยอะ มาสนับสนุนสายเลือดไทยดีกว่าไหม ที่ผ่านมามีแต่แรง PR ว่าจะช่วยให้คนไทยได้สร้างนวัตกรรมก้าวสู่ระดับโลก ตอนนี้ Startup ไทยมาถึงจุดเอาตัวรอดไปวันๆแล้ว ถ้าจะ Learn to Earn อย่างยั่งยืนอยากให้เจียดเงินมาสนับสนุนให้คนไทยได้ใช้เครื่องมือ AI ที่พัฒนาโดยคนไทย”
คงต้องยอมรับว่า ในโลกดิจิทัล สิ่งที่มีค่ามากที่สุดมากกว่าเงิน คือ “ผู้ใช้งาน” เพราะผู้ใช้ในวันนี้ คือรายได้ในวันหน้า เมื่อคนไทยคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งแล้ว โอกาสที่จะกลับมาจ่ายเงินใช้งานหลังหมดช่วงส่งเสริมย่อมมีสูง ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่บรรดาบิ๊กเทคทั่วโลกนิยมใช้กัน
ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การให้คนไทยใช้ AI แต่ต้องวัดผลว่า ประเทศไทยได้อะไรกลับคืนมาจากโครงการนี้ อัตราการเข้าถึง AI เป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่เป้าหมายที่แท้จริงควรเป็นการวัดว่า AI ถูกนำไปใช้เพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ใหม่ เพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจ และช่วยเพิ่มจีดีพีได้มากเพียงใดหากคนไทยใช้ AI เพียงเพื่อถาม-ตอบ สรุปเอกสารหรือคนหาข้อมูลเราอาจมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้มีผู้สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการและสตาร์ตอัป ด้าน AI จำนวนไม่น้อย ที่กำลังดิ้นรนแข่งขันในตลาด หากเม็ดเงินเหล่านี้ถูกนำไปสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปของไทย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดลภาษาไทย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน GPU หรือการจ้างงาน Data Scientist และ AI Engineer ประเทศไทยอาจจะได้มากกว่าผู้ใช้ AI มากขึ้น การซื้อเทคโนโลยีต่างชาติมาแจก อาจทำให้คนไทยได้ใช้ของดีอย่างรวดเร็ว แต่การลงทุนสร้างผู้ประกอบการ และสตาร์ตอัปที่เป็นคนไทย การสร้างผู้พัฒนาที่เป็นคนไทย คือ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ดังนั้น คำถามสำคัญ จึงไม่ใช่ว่า คนไทยควรใช้ AI หรือไม่ แต่คือเงินภาษี 1,600 ล้านบาทควรถูกใช้เพื่อสร้าง “ผู้ใช้ AI” หรือสร้าง “อุตสาหกรรม AI ของไทย” ให้เติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยในอนาคตมากกว่ากัน
ก่อนหน้านี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม “ดีอี” ไม่ใช่เพิ่งมีเรื่องราวในข้อสงสัยเฉพาะโครงการนี้ ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ในยุค “ประเสริฐ จันทร์รวงทอง” เป็นรัฐมนตรี ก็มีข่าวอื้อฉาวใน “คดีสแกนม่านตา” กรณี การทำบันทึกเพื่อความเข้าใจเพื่อริเริ่มโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย”หรือ “MOU” กระทรวงดีอีกับบริษัท ไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ จากประเทศสิงคโปร์ โดยคดีดังกล่าวซึ่งได้รับรู้ในสื่อสาธารณะว่า เกี่ยวพันกับสองเรื่อง ได้แก่เรื่องคดี “สแกนม่านตา” และ MOU ของกระทรวงดีอี ที่มี รูปภาพของบุคคลที่ถูกทางการไทยยึดทรัพย์จากการถูกกล่าวหาว่า มีเส้นทางทางการเงินพัวพันกับอาชญากรข้ามชาติ
คดีนี้ได้ส่งผลกระทบในระหว่างที่มีการจัดตั้งรัฐบาลระหว่าง พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคเพื่อไทย วุ่นวายพอสมควร เพราะพรรคภูมิใจไทยตั้งแง่คนมาเป็นรัฐมนตรี ต้องไม่มีประวัติด่างพร้อย แต่ในที่สุดก็เจรจากันได้
ก่อนหน้าที่จะมีสองคดีใหญ่ดังกล่าวข้างต้น กระทรวงดีอีแทบไม่มีบทบาทและเป็นที่สนใจของวงการธุรกิจ เพราะไม่มีโปรเจกต์ใหญ่ ๆ แต่ระยะหลัง ๆ ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายยกระดับการทำงานของข้าราชการ เป็นระบบดิจิทัลจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น นั่นหมายความว่า มีผลประโยชน์มากขึ้น
สำหรับโครงการ TH-AI Passport น่าจะมีการวางโครงการมานาน น่าจะก่อนที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามาดูแล แต่ข้อสงสัยนอกจากไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ กับอีกข้อคือ มีการประมูลก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน เชื่อว่านับจากนี้ สปอตไลต์น่าโฟกัสมาที่ กระทรวงดีอีเป็นพิเศษ ทั้งในแง่เกมการเมือง ที่พรรคนี้เปลี่ยนมือจากพรรคเพื่อไทยมาอยู่ในมือพรรคภูมิใจไทย ประกอบกับในโลกสมัยใหม่กระทรวงดีอีจะเป็นกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ จะมีโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ตามมาอีกมากมาย
ที่สำคัญ บรรดากูรูระดับเซียนในแวดวงไอที มากองรวมกันอยู่ที่ “พรรคประชาชน” ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน โอกาสที่โครงการใหญ่ ๆ จะรอดหู-รอดตา…จึงลำบาก
……………………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย….. “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC





















