spot_img

จำคุก ‘2 อดีตป.ป.ช.’สะเทือน‘สีน้ำเงิน’ ลุ้น‘5 คดี’โยง‘ภท.’…จบแบบดีหรือร้าย

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ถือเป็นแรงกระแทกไปยังบรรดา “องค์กรอิสระ” โดยเฉพาะในยุคที่ถูกเรียกขานว่า “องค์กรสีน้ำเงิน” หลัง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ตัดสินคดีที่ “วีระ สมความคิด” ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ บุคลากรใน ป.ป.ช. เป็นจำเลย รวม 12 ราย

เนื่องจากทั้งหมด มีส่วนในการ “ปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรู 22 เรือน” ของ “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี”

โดย “วีระ” เป็นโจทก์ ส่วน “นิวัติไชย เกษมมงคล” จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 12 คน กรณีโจทก์ขอให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจงใจแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดยโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน เป็นประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการด้านภัยคอร์รัปชัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเลขาธิการป.ป.ช. จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 เป็น ป.ป.ช. ระหว่างวันที่ 22  ส.ค.62 ต่อเนื่องถึงวันที่ 23 พ.ค.67 ซึ่งจำเลยทั้งสิบสองเป็นเจ้าพนักงานร่วมกัน กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม

ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลว่า เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12 ระหว่างพิจารณา

ขณะที่โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ที่ 11 ซึ่งศาลอนุญาต วันสืบพยานโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องของโจทก์ ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 เม.ย.69

สำหรับ จำเลยที่ 3 คือ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” อดีตประธานกรรมการ ป.ป.ช. และ จำเลยที่ 7 คือ “สุภา ปิยะจิตติ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ศาลอาญาคดีทุจริตฯ วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชน ทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการด้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาให้โจทก์ มีสิทธิได้รับเอกสาร ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สิน ในเรื่องที่กล่าวหาว่ามีการกระทำการโดยทุจริต โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง จากการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 7 และเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง

การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 7 เป็นความผิดตามฟ้อง แต่มีเจตนาเดียวเพื่อมิให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารทั้ง 3 รายการตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

ต่อมา “พล.ต.อ.วัชรพล” และ “สุภา” ยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัว ด้วยวงเงิน 4 แสนบาท และศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปต่อสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ต่อไป

หลังคำพิพากษาปรากฎสู่สาธารณชน ได้นำมาสู่เสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง เพราะเรื่องเกิดขึ้น อยู่ในห้วงเวลาเดียวกับที่ ป.ป.ช.กำลังเผชิญกระแสลบถาโถมอย่างต่อเนื่อง

จากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องกล่าวหา “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กรณีให้บุคคลอื่นถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น สวนทาง กับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่ระบุถึง พฤติการณ์และเส้นทางการเงินไว้ชัดเจน 

ทำให้ฝ่ายค้านนำโดย “พรรคประชาชน” (ปชน.) เตรียมยื่นเรื่องไปให้ประธานรัฐสภา เพื่อให้ส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกา ใช้อำนาจไต่สวนป.ป.ช. เนื่องจากมองว่า คำวินิจฉัยมีความผิดปกติ อาจไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย และไม่มีการไต่สวนใด ๆ ทั้งสิ้น เกี่ยวกับคดีของ “ศักดิ์สยาม”

อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายกำลังวิจารณ์ว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กำลังครอบงำ “ระบบการเมืองไทย”

ยึดครองทั้ง “อำนาจฝ่ายบริหาร-อำนาจนิติบัญญัติ-องค์กรอิสระ” โดยเฉพาะ การใช้อำนาจผ่านทางวุฒิสภา เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เกือบ 160 เสียง ซึ่งมีอำนาจในการ “เลือกบุคคล” ที่จะเข้าไปทำงานในองค์กรอิสระ เป็นเครือข่ายเดียวกับพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมามีการเลือกไปหลายองค์กร ทั้ง กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป.ป.ช. และ ตุลาการศาล รธน.  โดยเฉพาะ กกต. จากทั้งหมด 7 คน มีถึง 4 คน ที่ “สว.ชุดปัจจุบัน” เป็นฝ่ายเลือกมา 

ซึ่ง “องค์กรอิสระ” มีอำนาจในการให้คุณ-ให้โทษบรรดานักการเมือง ดังนั้นหลายฝ่ายจึงให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และมีความพยายามในการผลักดันให้แก้ไข รธน.60 เพราะมองว่า เป็น “ต้นเหตุ” ในการทำให้ “องค์กรอิสระ” ถูกครอบงำ เนื่องจากให้ “อำนาจ สว.” เป็นผู้คัดเลือก

ด้าน “วีระ สมความคิด” ออกมาให้ความเห็น ภายหลังรับทราบคำพิพากษาของศาลว่า “ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ และถือว่า เป็นคดีแรกที่ประชาชนสามารถฟ้องเอาผิดกับองค์กรอิสระตาม รธน.ได้ โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการดูแลในเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน แต่กลับถูกศาลพิพากษาว่า ทำความผิดเสียเอง จากที่ยื่นฟ้องไป 12 คน ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลยกฟ้องไป 8 คน เหลือสั่งฟ้อง 4 คน ต่อมา 2 ใน 4 คนได้มาขอให้ถอนฟ้อง โดยที่เขาก็ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ก็เลยถอนฟ้องให้ กระทั่งศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว”

“คำพิพากษาในวันนี้ คือข้อพิสูจน์ว่า ต่อให้คุณจะเป็น “บิ๊กตำรวจ” เป็นอดีตประธาน ป.ป.ช. หรือเป็นกรรมการองค์กรปราบโกง ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง แต่ถ้าคุณใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางที่ผิด บิดเบือนกฎหมายเพื่อปกป้องพวกพ้อง และท้าทายอำนาจศาล คุณก็ต้องเดินเข้าคุกเหมือนอาชญากรทั่วไป” วีระ กล่าวย้ำชัด

“วีระ” กล่าวย้ำด้วยว่า “จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ศาลลงทัณฑ์จำเลยทั้งสอง เป็นเพราะพฤติกรรม “ดื้อแพ่ง” และ “เล่นเกมการเมือง” ของ ป.ป.ช. เอง ที่ส่งหลักฐานแห่งความฉ้อฉลมาให้ศาลเห็น โดยเอกสารที่ ป.ป.ช. ส่งให้หลังจากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้เปิด มีการนำหมึกดำไปป้ายทับ (ถมดำ) ในส่วนที่เป็นความเห็นของเจ้าหน้าที่ไต่สวนรายบุคคล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคดี”

“วีระ” ยังได้ ส่งสัญญาณเตือน ไปถึง “เจ้าหน้าที่รัฐ” และ “คนในองค์กรอิสระทุกคน” ว่า อย่าใช้วิธี “ซิกแซก” หรือ รับคำสั่งที่มิชอบจาก “ผู้มีอำนาจ”

“คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ว่า ระเบียบภายในของหน่วยงาน หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ไม่สามารถใช้เป็นเกราะกำบังความผิดอาญาได้ เมื่อศาลปกครองสูงสุดสั่งให้เปิด แต่พวกคุณกลับไปลงมติร่วมกันเพื่อซ่อนเร้นข้อมูล ผลลัพธ์มันจึงจบที่คุก คดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ ข้าราชการตัวเล็กตัวใหญ่หลังจากนี้ ถ้าคิดจะช่วยผู้มีอำนาจฟอกขาว ต้องคิดถึงคดีนี้เป็นตัวอย่าง” วีระ กล่าวย้ำ

หากย้อนกลับไปไล่เรียงคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ ก่อนนำมาสู่การตัดสินคดีของศาลอาญาทุจริตฯ ที่นำมาสู่การตัดสินจำคุกอดีตกรรมการป.ป.ช. 2 คน จะพบว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาและคำสั่งยืนยันชัดเจนให้สำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสำนวนคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร 3 รายการ ให้แก่ “วีระ” โดยไม่มีเงื่อนไขบิดพลิ้ว

โดยมีข้อกฎหมายและเหตุผลรองรับที่สำคัญ 3 ประเด็นหลัก กล่าวคือ

1.อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวพ.) ศาลปกครองสูงสุด ชี้ว่า เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารดังกล่าวแล้ว คำวินิจฉัยนั้นย่อมเป็นที่สุดตามกฎหมาย (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540) ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีสิทธิปฏิเสธ

2.ข้ออ้างเรื่อง “ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่” ฟังไม่ขึ้น : ป.ป.ช.พยายามต่อสู้ว่า การเปิดเผยความเห็นของเจ้าหน้าที่รายบุคคลอาจทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ปลอดภัย หรือส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานปราบปรามการทุจริต แต่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คดีหลัก (คดีนาฬิกาหรู) ได้รับการพิจารณาจนเสร็จสิ้น และมีมติยุติเรื่องไปแล้ว การเปิดเผยข้อมูลจึงไม่เป็นอุปสรรค ต่อการขัดขวางการสืบสวนสอบสวน และเป็นสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสขององค์กรอิสระ

3.ต้องเปิดเผย “ทั้งหมด” ห้ามปิดบัง : ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ ป.ป.ช. ส่งมอบเอกสารทั้ง 3 รายการ (รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริง, ความเห็นของเจ้าหน้าที่ทุกคน, และรายงานการประชุม ป.ป.ช.) ในรูปแบบสำเนาที่มีการรับรองสำเนาถูกต้อง โดยต้องมีเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่การส่งมอบเอกสารที่ถูกปิดบังข้อความสำคัญ

หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ ป.ป.ช. ยังคงมีมติให้ใช้มาตรการ “คาดแถบดำ” หรือ “ถมดำ” ปิดทับข้อความความเห็นเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ “วีระ” ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้มีมาตรการบังคับคดี ผลลัพธ์การบังคับคดี ศาลปกครองกลาง (โดยแนวทางศาลปกครองสูงสุด) จึงได้มีคำสั่งสั่งปรับสำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นเงินรวม 10,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด และนำมาสู่การเป็นหลักฐานสำคัญในการนำมาสู่การยื่นฟ้อง “กรรมการ ป.ป.ช.”

ในที่สุด “2 อดีตกรรมการ ป.ป.ช.” คงต้องต่อสู้คดี…ไปจนถึงขึ้นตอนของศาลฎีกา เพราะเกี่ยวข้องกับ “อิสรภาพของตนเอง” และคงไม่อยากให้ชะตากรรมของตัวเอง ซ้ำรอยกรรมการ ป.ป.ช.ในอดีต เมื่อช่วงปี 2547 ในยุคที่มี “พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ” เป็นประธานกรรมการ ป.ป.ช. และมี “ชิดชัย พานิชพัฒน์-พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์-วิเชียร วิริยะประสิทธิ์-วิสุทธิ์ โพธิแท่น-ยงยุทธ กปิลกาญจน์-ประดิษฐ์ ทรงฤกษ์-เชาว์ อรรถมานะ-พินิต อารยะศิริ” เป็นกรรมการ ป.ป.ช.

โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า ร่วมกับออกระเบียบ เพื่อเพิ่มเงินประจำตำแหน่งให้แก่ตัวเอง โดยมิชอบ และทั้งหมด ศาลฎีกามีมติ 6 ต่อ 3 พิพากษาให้จำคุกจำเลย คนละ 2 ปี แต่เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่ของจำเลยทั้ง 9 แล้ว โทษจำคุกศาลให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี 

จากนี้ไป…ที่ต้องลุ้นหนักคือ บรรดาองค์กรอิสระชุดปัจจุบัน ที่มี 5 คดีสำคัญ…รออยู่คือ 1.คดีเขากระโดง 2.คดีฮั้วเลือก สว. 3.กรณีป.ป.ช.ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” 4.คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 5.คดีเลือกตั้งโมฆะ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับ “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ในฐานะแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเชื่อว่าหากคำวินิจฉัยออกมาไม่ตรงกับความคิดเห็นของ “คนบางคน” คงมีความเคลื่อนไหวและหาช่องทางตรวจสอบอีกแน่

หรือ “วิบากกรรมของป.ป.ช.” จะทำให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ต้องสั่นสะเทือนตามไปด้วย!!!

…………………………..

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย “แมวสีขาว”

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img