กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง กับความพยายามผลักดัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ตาม “ผลประชามติ” ของประชาชนจำนวน 21.6 ล้านคน และ ความต้องการของบางพรรคการเมือง ที่มองว่า รธน.60 เป็นผลพวงจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) เจ้าของสัญลักษณ์ “พรรคสีน้ำเงิน” ได้เปรียบทางการเมือง
เนื่องจากมี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เกือบ160 คนเป็นเครือข่าย และยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ “องค์กรอิสระ” จึงมีความพยายามผลักดัน กระบวนการแก้ไขกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ ให้เดินหน้าเร็วที่สุด แต่แม้จะผลักดันกระบวนการดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภา แต่ก็คงยากที่จะหวังให้ทิศทางและเนื้อหา เป็นไปตามความต้องการ
เพราะเสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติ ถูกยึดครองโดย “พรรคสีน้ำเงิน” ยิ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พรรค ภท.มีมติให้สมาชิกพรรค ที่ไปรวมลงชื่อกับพรรคร่วมรัฐบาลคือ “พรรคเพื่อไทย” (พท.) ถอนชื่อออกมา โดยเกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล รธน.
“นิกร จำนง” คณะทำงานจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ของพรรค ภท. ออกมาขยายรายละเอียดมติของพรรค ภท.ว่า พรรคมีการหารือ และมีมติเบื้องต้น จากเดิมที่เราได้ลงชื่อให้กับร่าง รธน.ของพรรค พท. ซึ่งขณะนั้น พท.มีอยู่ราว ๆ 77 เสียง ภท.จึงร่วมลงชื่อ เพื่อให้เสนอร่างฯ ได้ แต่ล่าสุด พท.ได้ 189 เสียง อย่างไรก็ตาม จากการอ่านรายละเอียดของร่างฯ พท. แล้วพบประเด็นน่ากังวล เกรงว่าจะคัดคำวินิจฉัยศาล รธน.ที่ 18/2568 วินิจฉัยว่าการจัดทำร่าง รธน.ฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 15 แก้ไขเพิ่มเติม รธน. ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ แต่ไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง รธน.ได้โดยตรง ซึ่งตรงนี้ชัดมาก

“ส่วนตัวมองว่า การเลือกมา 300 คน ก็เป็นการเลือกโดยตรงแล้ว จะมาให้สภาเลือกเหลือ 100 คน แล้วยังมีประเด็นที่โต้แย้งกับเจตจำนงของประชาชน โดยเมื่อเลือกมาแล้วจะมีลำดับที่จะได้ 1, 2, 3 แล้วถ้าสภาไปเลือกอันดับที่ 3 ก็จะไปแย้งกับเจตนารมณ์ของประชาชนได้ ดังนั้นโดยพฤตินัยเรามองว่า เมื่อตีความทางลึกไปแล้ว จะเกิดการบังคับรัฐสภา ให้ต้องเลือกคนได้ที่ 1 แล้วจะกลายเป็น “โดยตรง” ในทางปฏิบัติ” นิกร กล่าวย้ำ
ขณะที่ร่างการแก้ไข รธน.ของพรรค ภท.กำหนดให้มีสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) จำนวน 100 คน มาจากจังหวัดต่าง ๆ 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ 23 คน โดยรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ภายใต้ “ส.ส.ร.” จะมีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) 2 ชุด ชุดละ 45 คน แบ่งเป็น 1.กมธ.ยกร่างฯ และ 2.กมธ.รับฟังความเห็น พร้อมปรับลดอำนาจของส.ว. ร่วมพิจารณาร่างแก้ไข รธน.จำนวน 1 ใน 3 เป็นจำนวน 1 ใน 4 ของ สว.
จากนั้น “พรรคกล้าธรรม” (กธ.) หนึ่งในพรรคฝ่ายค้าน ก็ประกาศถอนชื่อสส.ของพรรค ที่ได้ร่วมลงชื่อแก้ไข รธน. กับพรรค พท. เช่นเดียวกัน โดย “อรรถกร ศิริลัทธยากร” โฆษกพรรค กธ. ให้เหตุผลว่า “พรรคได้พิจารณารายละเอียด ของร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ที่พรรค พท.เป็นผู้เสนอ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ผ่าน ส.ส.ร. โดยพรรคมีความกังวลว่า บางส่วนของร่างอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล รธน. ที่ 18/2568 ซึ่งได้วางหลักการไว้ว่า รัฐสภาไม่อาจกำหนด ให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. ได้โดยตรง
ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาข้อกฎหมาย และความไม่ชัดเจน ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พรรค กธ.จึงมีมติให้ สส.ของพรรค ที่ได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าว ไปถอนรายชื่อออกจากร่างที่พรรค พท.เสนอ เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และสอดคล้องกับกรอบกฎหมายสูงสุดของประเทศ ส่วนกรณีที่พรรค พท.จะนำร่างแก้ไข รธน. กลับไปปรับปรุงแก้ไข และเสนอเข้าสู่การพิจารณาใหม่ คงต้องขอดูรายละเอียดที่พรรค พท. เสนอเข้ามาก่อน จากนั้นต้องมีการพูดคุยกัน ภายในพรรคอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่าจะร่วมลงชื่อใหม่หรือไม่”
หากย้อนไปดูเนื้อหาร่างแก้ไข รธน.ของพรรค พท. จะกำหนดให้มี ส.ส.ร.จำนวน 152 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.ที่มาจากจังหวัดจากการเลือกตั้ง 300 คน ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน กับ ส.ส.ร.จากการเสนอชื่อของ สส. สว. คณะรัฐมนตรี (ครม.) และองค์กรต่างๆ 52 คน เมื่อได้ ส.ส.ร.แล้ว ต้องตั้งคณะกมธ.อีก 2 ชุด แบ่งเป็น กมธ.ยกร่างฯ 35 คน แต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน และอีก 10 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ กับ กมธ.รับฟังความคิดเห็น 35 คน แต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน และอีก 10 คน มาจากการแต่งตั้งของ ส.ส.ร.
ซึ่ง “ที่มาของ ส.ส.ร.” ของพรรค พท. ก็อาจขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน เพราะแม้จะให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร. 300 คน แต่ในที่สุดก็ให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 100 คน ซึ่งอาจมองว่า ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงก็ได้ และที่น่าสังเกตคือ ในการประชุมรัฐสภาชุดที่แล้ว “พรรค ภท.” ก็เคยยกมือให้ความเห็นชอบร่างแก้ไข รธน. ของพรรค พท. โดยเนื้อหาของ ส.ส.ร. ก็เป็นรูปแบบเดียวกัน
ขณะที่ท่าทีแกนนำพรรค พท. หลังรับทราบมติพรรค ภท. โดย “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษาฯ กล่าวว่า “ไม่มีปัญหา เพราะเป็นกลไกของสภาฯ ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับกลไกของ ครม. ทั้งนี้อยากให้แยกส่วน ระหว่างเรื่องรัฐบาล กับเรื่องของพรรค ที่เป็นคนละส่วนกัน”
ขณะที่ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รมว.แรงงาน ในฐานะ หัวหน้าพรรค พท. ให้ความเห็นว่า “เป็นเอกสิทธิของ สส. ที่จะทำได้ และเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ดีเข้าใจในความกังวล เคารพซึ่งกันและกัน ทั้งนี้การถอนชื่อของพรรค ภท.มีผลต่อการเดินหน้า และสิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้คือ สัปดาห์หน้าจะคุยกับพรรค ภท. ถึงเหตุผล ความจำเป็น แนวความคิด ข้อห่วงใย ที่เป็นข้อสุ่มเสี่ยง เรื่องกฎหมายมีอย่างไรบ้าง และจะเดินหน้าต่อหรือไม่”

“การแก้ไข รธน. สิ่งสำคัญคือความร่วมมือร่วมใจ เรารู้อยู่ว่ากติกาในปัจจุบัน การลงมติแก้ไข รธน.ต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องได้เสียง 1 ใน 3 ของ สว. ดังนั้นไม่ใช่แค่ สส. 30 คน แต่มีมากกว่านั้น ทั้งองคาพยพของพรรคแกนหลัก อย่างพรรค ภท.เอง สว.ที่อาจอาจมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน เราต้องกลับมาทบทวนพิจารณาให้ถี่ถ้วน และใช้เวลาพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึกว่าจะดำเนินการอย่างไร” จุลพันธุ์ กล่าวย้ำ
แต่ท่าทีของ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พท. ในฐานะผู้นำเสนอร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภาเพื่อนำไปสู่การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ กล่าวว่า “ร่างแก้ไขรธน.ของพรรค พท.ครั้งนี้กับครั้งก่อน ไม่ได้มีอะไรแตกต่างในสาระสำคัญ โดยร่างของพรรคพท.ให้มี ส.ส.ร. เลือกมาจากประชาชนเบื้องต้น แล้วให้รัฐสภามาเลือกอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่า มิใช่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาล รธน.และยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยใดๆ ว่าทำแบบนี้ไม่ได้”
“ชูศักดิ์” กล่าวอีกว่า “ที่ทำใจลำบาก คือได้ขอความร่วมมือทุกพรรคการเมือง และส่งร่างให้ดูกันแล้วจนมีการแถลงต่อสื่อ ว่าจะยื่นประธานรัฐสภาในวันนี้ ก็มีเหตุการณ์ถอนชื่อกันขึ้น โดยมีเหตุผล เป็นห่วงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัย ซึ่งประเด็นว่าขัดต่อคำวินิจฉัย ก็คงจะไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะโอกาสที่ร่างของ พท.ที่จะเป็นร่างหลัก นำไปพิจารณา คงจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ร่างที่จะเป็นหลักจะเป็นร่างของพรรคภท.ที่มีเสียงมากสุด”
“ส่วนตัวจึงเห็นว่าถ้าเสียง ที่มีอยู่พอเพียงถึงหนึ่งในห้า ก็ควรจะได้ยื่นร่างของพรรค พท.ต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันในเจตนารมณ์ การมีส่วนร่วมของประชาชน ความตั้งใจของผม อยากเห็นเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ยื่นกันหลาย ๆ พรรค วิจารณ์ข้อดีข้อเสียกันให้ถึงที่สุด ผมคงจะดูว่าฝ่ายบริหารของพรรคจะเดินต่อไปอย่างไร” ชูศักดิ์ กล่าว
เช่นเดียวกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ได้โพสต์ทางโซเชียลมีเดีย ถึงร่างแก้ รธน.ฉบับ พท. ว่า “รูปแบบวิธีการในการได้มาของ ส.ส.ร.ในร่างของพรรค พท. คืออันเดียวกันกับที่พรรค พท.เคยเสนอในครั้งก่อน และในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง และการรณรงค์ประชามติ พรรคก็ยืนยันรูปแบบ วิธีการนี้มาตลอด หวังว่าผู้บริหารพรรค พท.จะเข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้ และช่วยชี้แจงให้พรรค ภท.คลายความกังวลลงได้ และหวังว่าหากมีการนำเรื่องนี้ มาหารือในที่ประชุม สส.ของพรรค พท. สส.ส่วนใหญ่จะช่วยกันรักษาเนื้อหาสาระ ที่มีความสำคัญอย่างมากนี้ไว้ ตามที่ได้พูดกับประชาชนไว้
อีกทั้งก่อนหน้านี้ ตัวแทนพรรคการเมืองต่าง ๆ หารือกันก็มีข้อสรุปว่า หากมีหลักการตรงกันในการแก้โดย รธน.เพื่อให้การจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ก็สามารถลงชื่อให้แก่กันและกันได้ ในขั้นตอนนี้จึงไม่ควรนำเอาสาระสำคัญในมาตราใด หรือข้อใดมาเป็นเหตุหรือข้ออ้าง ในการที่จะสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนร่างใดร่างหนึ่ง เนื้อหาเหล่านี้ยังจะต้องที่จะพิจารณากันอีกในขั้นกมธ.ในวาระที่สอง ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วจะออกมาอย่างไร จะไปด่วนสรุปว่าร่างใดขัด ต่อคำวินิจฉัยของ รธน.ย่อมไม่ถูกต้อง”
ส่วนท่าที พรรคประชาชน (ปชน.) โดย “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรค ภท. ให้ สส.ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ของพรรค พท.ว่า “มีข้อสังสัยในเหตุผล เพราะไม่เห็นว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.ของพรรค พท. จะขัดกับคำนิจฉัยของศาล รธน. ซึ่งเนื้อหาของพรรค พท.ไม่ได้เปิดให้ประชาชนเลือกส.ส.ร. โดยตรง แต่ให้ส.ส.ร.บางส่วนมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ตามชื่อที่ประชาชนเลือก เบื้องต้นจึงไม่เข้าข่าย การเลือกตั้งโดยตรง นอกจากนั้นหากพรรค ภท.กังวลว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาล รธน.จะอธิบายอย่างไร ต่อกรณีที่ให้สส.โหวตรับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมของพรรค พท. เมื่อต.ค.68 ซึ่งเป็นหลังจากที่ศาล รธน.มีคำวินิจฉัยเมื่อก.ย.68 โดยหลักการของร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ของพรรค พท.ในวันนั้น ไม่ต่างจากวันนี้”

เมื่อถามว่า การถอนชื่อของ สส.ทั้ง พรรคภท. รวมถึงพรรค กธ.เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ “พริษฐ์” ตอบว่า “ให้ถามพรรคที่มีมติดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงต่อการลงมติ แก้ไขเพิ่มเติม รธน.เมื่อปลายปี 68 ตอนนั้นพรรค ปชน.เปิดให้ประชาชนเลือกผู้ร่าง รธน. โดยหลักการไม่ต่างจากพรรค พท. ที่ให้ประชาชนเลือกส่วนหนึ่ง และให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่าง ซึ่งตอนนั้น สส. และ สว.เห็นชอบกับฉบับของพรรค ปชน. ส่วนฉบับของพรรค พท.ไม่ได้เสียง สว.ที่เพียงพอ แต่ สส.พรรค ภท.สนับสนุนรับหลักการ หากยกคำวินิจฉัยศาล รธน. เพื่อพยายามไม่ร่วมลงชื่อกับฉบับของพรรค พท. รวมถึงไม่โหวตรับหลักการฉบับของพรรค ปชน.หรือ พรรค พท. ต้องตอบสังคมด้วยว่า ใช้หลักเกณฑ์อะไร”
ทั้งนี้ หากย้อนไปดูร่างแก้ไข รธน.ของพรรค ปชน.ได้ยื่นเสนอ 2 ร่าง โดยร่างที่ 1 กำหนดให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 150 คน และให้รัฐสภารับรองทั้ง 150 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 100 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งกับ ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 50 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หากรัฐสภาไม่รับรอง จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ร่างที่ 2 ของพรรค ปชน. กำหนดให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 300 คน และให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 150 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 200 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ให้รัฐสภา เลือกเหลือ 100 คน ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 50 คน หลักการการคัดเลือกจะกำหนดให้เป็นการลงมติลับ และป้องกันการผูกขาด เพื่อความเป็นอิสระของ ส.ส.ร.
ทั้ง 2 ร่าง กำหนดว่าหลังจากได้ ส.ส.ร.แล้ว จะมีการตั้งคณะ กมธ.ไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร.ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งอาจเป็นคนนอกที่ ส.ส.ร.คัดเลือกเข้ามา เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ หรือภาคประชาชน ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน กมธ.ยกร่างฯ ได้
ถ้าประเมินจากการตัดสินใจของ “พรรค ภท.” ที่ถอนชื่อ จากการสนับสนุนร่างการแก้ไข รธน.ของพรรค พท. จึงมีความเป็นไปได้ที่พรรคแกนนำรัฐบาลจะไม่ยกมือสนับสนุนร่างของพรรค ปชน. เพราะถูกตีความว่า กำหนดให้มีการเลือกส.ส.ร.จากประชาชน

รวมทั้งท่าทีสมาชิกสภาสูง ก่อนหน้านั้น สว.จำนวน 89 คน นำโดย “พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” แถลงตอบโต้ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. และผู้นำฝ่ายค้านฯ หลังโพสต์ข้อความพาดพิงว่า สังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน และพาดพิงวุฒิสภาว่า ไม่ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่าจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน โดยยืนยันว่า “ข้อความของนายณัฐพงษ์ไม่เป็นความจริง แต่ต้องการยุยงปลุกปั่น บิดเบือน ให้ร้าย และบ่อนทำลายการทำหน้าที่ของวุฒิสภา ยืนยันว่าวุฒิสภา ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน และไม่เคยใช้อำนาจฉ้อฉล ขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ แถลงขอโทษต่อวุฒิสภา หากไม่ดำเนินการภายใน 3 วัน จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย”
นอกจากนี้ “พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร” สว. ในฐานะรองประธานคณะกมธ.วิสามัญพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ยังออกมาแถลงกรณี “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า เสนอยกเลิกการแต่งตั้งองคมนตรี และกรณี “ณัฐพงษ์” โพสต์เรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยมองว่า “เป็นพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทองคมนตรี” พร้อมระบุว่า อาจเข้าข่ายความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และเป็นการใช้วาทกรรม “ตีวัวกระทบคราด” เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดโดยตรง ทั้งนี้ กมธ.เตรียมดำเนินการตรวจสอบบุคคลและพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาคดี 44 สส.ในศาลฎีกาด้วย
นั่นหมายความว่า หนทางที่จะทำให้ สว.เสียงข้างมากกว่า 160 เสียง ให้การสนับสนุนร่างของพรรค ปชน.แทบเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งยังเสนอให้ตัดอำนาจ สว. ไม่ให้ความเห็นชอบการแก้ไข รธน. ในขั้นตอนสุดท้าย
ดังนั้นนบทสรุปร่างแก้ไข รธน. ที่น่าจะได้ไปต่อ นอกจากร่างของ “ภท.” และหากพรรค พท.ยอมปรับร่างการแก้ไข เกี่ยวกับที่มาของส.ส.ร. อาจได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นำไปสู่การถกวาระที่ 2 ดังนั้นเชื่อว่าสังคมคงจับตา บทสรุปท้ายของร่าง รธน.ฉบับใหม่
ต้องรอดูว่า รธน.ฉบับใหม่ที่จะมีการแก้ไขนั้น จะกลายเป็น “ฉบับสีน้ำเงิน” อย่างที่มีการกล่าวหรือไม และแม้ท้ายที่สุด “พรรคสีส้ม” เครือข่ายจะไปรณรงค์ให้ประชาชนไม่ลงประชามติ ไม่รับร่างแก้ไข รธน. ที่จัดทำขึ้น นั่นหมายความว่า ร่าง รธน.60 ก็ยังคงเป็น “หนามยอกอก” พรรค ปชน.และเครือข่าย
งานนี้หากสำเร็จ…เท่ากับ “ภท.” ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง กับกระบวนการร่าง รธน. ที่กำลังจะเดินหน้าไปตามขั้นตอน ที่ถูกกำหนดไว้
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย “แมวสีขาว”



















