“เดชา กิตติวิทยานันท์” เปิดรายละเอียดคำพิพากษาคดี “ทนายตั้ม” ชี้ศาลลงโทษคดีฉ้อโกงและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ รวมจำคุก 6 ปี แต่ยกฟ้องหลายข้อหา รวมถึงฟอกเงิน พร้อมเผยช่วงท้ายการพิจารณา “ทนายตั้ม” ยกมือแถลงต่อศาล ตั้งข้อสังเกตการให้น้ำหนักพยานบุคคลมากกว่าหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ และขอให้นำคดีของตนไปเป็นกรณีศึกษาสำหรับนักกฎหมายและผู้พิพากษา
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. นายเดชา กิตติวิทยานันท์ เปิดเผยภายหลังเข้ารับฟังคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ว่า ศาลได้มีคำพิพากษาในหลายข้อหา โดยในส่วนของความผิดฐานฉ้อโกง ศาลพิพากษาลงโทษ 2 กระทง กระทงละ 3 ปี รวม 6 ปี ก่อนลดโทษให้หนึ่งในสี่ เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ เหลือโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมเป็น 5 ปี
สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงที่ศาลพิพากษาลงโทษ ประกอบด้วยกรณีเงินจำนวน 71 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชันสลากออนไลน์ โดยศาลเห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่าเป็นการให้โดยเสน่หานั้นรับฟังไม่ได้ เนื่องจากเป็นเงินจำนวนมาก อีกทั้งข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ที่นำมาอ้างอิงเป็นการพูดคุยกับเลขานุการของโจทก์ร่วม มิใช่การสนทนากับ “เจ๊อ้อย” โดยตรง และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปลงทุนจริง
ส่วนกรณีส่วนต่างราคารถเบนซ์จำนวน 1.5 ล้านบาท ศาลเห็นว่าทนายตั้มอยู่ในฐานะบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจ จึงไม่ควรปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับราคารถยนต์และส่วนต่างที่ได้รับจากใบเสนอราคาจริง
นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาจำคุกอีก 2 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) จากกรณีส่งใบเสนอราคารถเบนซ์อันเป็นเท็จให้แก่เจ๊อ้อยผ่านแอปพลิเคชันไลน์
อย่างไรก็ตาม ในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าเอกสารดังกล่าวออกโดยบริษัทรถยนต์ จึงเข้าลักษณะเป็น “เอกสารเท็จ” ไม่ใช่ “เอกสารปลอม” ตามความหมายของกฎหมาย
นายเดชา กล่าวว่า ศาลยังวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของทนายตั้มไม่เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงเป็นปกติธุระ หรือการกระทำความผิดเป็นสันดาน เนื่องจากมีผู้เสียหายเพียงรายเดียว และเป็นการกระทำต่อบุคคลเดิมหลายครั้ง มิใช่การฉ้อโกงประชาชนทั่วไป ส่งผลให้ความผิดฐานฉ้อโกงในคดีนี้ไม่เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน และเป็นเหตุให้ศาลพิพากษายกฟ้องข้อหาฟอกเงินทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษายกฟ้องในข้อหาอื่น ๆ อาทิ กรณีเงิน 39 ล้านบาท และกรณีการจ้างออกแบบโรงแรม เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอเชื่อมโยงว่าทนายตั้มมีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมได้รับประโยชน์ทางธุรกิจ
ส่วนจำเลยรายอื่นในคดี รวมถึงภรรยาและพี่สาวของทนายตั้ม ศาลพิพากษายกฟ้องทั้งหมด เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด
นายเดชา กล่าวว่า ปัจจุบันทนายตั้มถูกคุมขังมาแล้วประมาณ 1 ปี 8 เดือน และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในชั้นอุทธรณ์ โดยคาดว่าจะใช้หลักทรัพย์ราว 600,000 บาท และหากวางหลักประกัน 1 ล้านบาทก็น่าจะเพียงพอ
นายเดชา ยังเปิดเผยถึงบรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดีว่า ช่วงท้ายของการอ่านคำพิพากษาได้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อทนายตั้มยกมือขออนุญาตแถลงต่อศาลด้วยตนเอง เพื่อทักท้วงและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานในคดี
โดยทนายตั้มตั้งคำถามว่า พยานบุคคลบางปากที่ศาลรับฟังจนเป็นเหตุประกอบการพิพากษาลงโทษตนนั้น เป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์จากคดี เหตุใดศาลจึงยังให้น้ำหนักพยานดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นข้อมูลจากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของ “มาดามอ้อย” โดยเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปราม ว่าเหตุใดศาลจึงไม่ให้น้ำหนักหลักฐานดังกล่าว แต่กลับเลือกรับฟังพยานบุคคลเป็นสำคัญ
นายเดชา กล่าวว่า ในช่วงท้ายการแถลง ทนายตั้มได้กล่าวต่อองค์คณะผู้พิพากษาว่า “ช่วยเอาคดีของผมไปสอนนักศึกษาและไปสอนผู้พิพากษาด้วย”
ขณะที่องค์คณะผู้พิพากษาได้ชี้แจงว่า ศาลได้พิจารณาคดีและให้ความเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่แล้ว พร้อมแนะนำว่า หากจำเลยยังไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา ก็สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายยื่นอุทธรณ์คดีได้ภายในกำหนด 1 เดือน



















