“เท้ง ณัฐพงษ์” นำทีมผู้สมัคร ส.ก. ลุยหาเสียงเขตคลองสาน-บางคอแหลม-ยานนาวา ชูนโยบายชุมชนปลอดภัย-คลองสะอาด-เดินทางสะดวก สร้างเมืองที่แคร์คนอย่างแท้จริง
วันที่ 14 มิ.ย.69 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกิจกรรมรณรงค์หาเสียงและพบปะพี่น้องประชาชนสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่จะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ร่วมกับ ผู้สมัคร ส.ก. ในพื้นที่ 3 เขต ได้แก่ เขตคลองสาน บางคอแหลม และยานนาวา เพื่อนำเสนอนโยบายการพัฒนาเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง
สำหรับกิจกรรมหาเสียงในวันนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ที่เขตคลองสาน โดยมี ณัฐจิรา ศุภพันธ์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตคลองสาน พรรคประชาชน เบอร์ 3 ร่วมเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดวัดเศวตฉัตร และชุมชนวัดเศวตฉัตร ก่อนจะขึ้นรถแห่กระจายเสียงไปรอบพื้นที่ถนนกรุงธนบุรี จากนั้นได้เดินเท้าพบปะพี่น้องประชาชนต่อเนื่องที่ชุมชนโรงหนังไทยราม่า และชุมชนศาลเจ้าอาเหนียว
ต่อมาช่วงบ่าย ณัฐพงษ์เดินทางต่อมายังเขตบางคอแหลม โดยร่วมกับ กิตติศักดิ์ อุตสาหประดิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบางคอแหลม พรรคประชาชน เบอร์ 4 เริ่มต้นพบปะประชาชนที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พระราม 3 ก่อนขึ้นรถแห่กระจายเสียงมุ่งหน้าไปยังแยกถนนตกและถนนเจริญกรุง

จากนั้นในช่วงเย็น เดินทางไปพบปะประชาชนบริเวณตลาดบ้านใหม่ ซอยเจริญกรุง 85 ก่อนจะขึ้นรถแห่กระจายเสียงประชาสัมพันธ์นโยบายไปตามถนนสุดประเสริฐ ถนนแฉล้มนิมิตร ถนนเจริญราษฎร์ ซอยวัดเรืองยศ วัดไผ่ และถนนสาธุประดิษฐ์ ก่อนเข้าสู่พื้นที่เขตยานนาวา เพื่อร่วมหาเสียงกับ ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ผู้สมัคร ส.ก. เขตยานนาวา พรรคประชาชน เบอร์ 5 โดยลงพื้นที่พบปะประชาชนที่บริเวณตลาดรุ่งเจริญและพื้นที่ใกล้เคียงบนถนนสาธุประดิษฐ์ และปิดท้ายกิจกรรมด้วยการเดินทักทายพี่น้องประชาชนไปตามถนนสาธุประดิษฐ์ จนถึงตลาดลานทราย
ในช่วงหนึ่งของการลงพื้นที่พบปะประชาชน นายณัฐพงษ์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และระบบคมนาคมขนส่ง ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังร่วมกันของทั้ง 3 เขต รวมถึงอีกหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าทั้งเขตคลองสาน บางคอแหลม และยานนาวาเป็นพื้นที่ที่มีตรอกซอกซอยกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันระบบรักษาความปลอดภัยยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาอาชญากรรม นโยบายของทีมผู้ว่าฯ ประชาชน จึงมุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันการติดตั้งกล้องวงจรปิดในตรอกซอกซอยและจุดเสี่ยงให้ทั่วถึงทุกมุมอับสายตา พร้อมทั้งเพิ่มแสงสว่างในชุมชนด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างระบบ LED ในซอยเปลี่ยวและพื้นที่มืด ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบแจ้งซ่อมที่รวดเร็วแม่นยำ
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการคูคลองในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันประสบทั้งปัญหาน้ำท่วมจากการขาดการขุดลอก ปัญหาขยะสะสม และน้ำเสีย โดยนโยบายของทีมผู้ว่าฯ ประชาชนคือ กทม. จะต้องมีแผนการขุดลอกคลองที่เป็นระบบ ชัดเจน และต้องแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าเสมอ รวมถึงการเพิ่มจุดทิ้งขยะให้เพียงพอในแต่ละชุมชน การปรับรอบเวลาจัดเก็บขยะให้สอดคล้องกับปริมาณการใช้งานจริง และยกระดับการส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ในด้านการเดินทางและการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ แม้ทั้ง 3 เขตจะเป็นย่านการค้า ชุมชน และสถานที่สำคัญ แต่การเดินทางสัญจรภายในพื้นที่ยังไม่สะดวกเท่าที่ควร ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจึงมีนโยบายยกระดับป้ายรถเมล์ให้สามารถใช้งานได้จริง มีหลังคากันแดดฝน มีที่นั่ง ไฟส่องสว่าง เดินเข้าถึงง่าย มีกล้องวงจรปิดและระบบข้อมูลเส้นทางเดินรถที่เข้าใจง่าย นอกจากนี้ จะเร่งรัดการปรับปรุงซ่อมแซมถนนและทางเท้าที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยเฉพาะถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน
ส่วนระบบขนส่งสาธารณะขนาดรอง เช่น วินรถจักรยานยนต์รับจ้างและรถสองแถว ที่ผ่านมายังขาดการจัดระเบียบที่เป็นสัดส่วน จนบางครั้งส่งผลกระทบต่อการจราจรและความปลอดภัยของผู้โดยสาร ทีมผู้ว่าฯ ประชาชนจึงเตรียมเข้าไปจัดระเบียบวินรถจักรยานยนต์ให้ชัดเจน กำหนดจุดจอดที่เหมาะสม และสร้างศาลาที่พักคอยกันแดดกันฝน ส่วนรถสองแถวจะมีการจัดระเบียบจุดรับ-ส่งผู้โดยสารให้เป็นระบบ ตีเส้นพื้นที่จอดรถให้ชัดเจน และควบคุมไม่ให้เกิดการจอดรถกีดขวางการจราจรบนท้องถนน
นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาที่พบจากการลงพื้นที่ในวันนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะแค่ใน 3 เขตนี้เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาที่เกิดขึ้นในอีกหลายเขตทั่วกรุงเทพมหานคร ซึ่งทีมผู้ว่าฯ ประชาชนได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าด้วยความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริง ประกอบกับวิสัยทัศน์ที่มุ่งแก้ไขยึดโยงไปถึงต้นเหตุ จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาของชาวกรุงเทพฯ ได้อย่างยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และเป็นเมืองที่พร้อมจะแคร์คนทุกคนได้อย่างแท้จริง




















