“คงกฤษ” เผย มศว ปฏิเสธแจงปมทุจริตสอบท้องถิ่น เตรียมจับมือ กมธ.ป.ป.ช. ลุยสืบหาตัวการใหญ่ ลั่นพร้อมเรียกอดีตรัฐมนตรีเอี่ยวร่วมสอบ
วันที่ 2 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาการทุจริตสอบบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นว่า ตนได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดและต้องการหาตัวผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการสอบพนักงานท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มาร่วมหารือ
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทาง มศว ได้ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการฯ เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว โดยให้เหตุผลว่าขณะนี้ยังไม่สามารถมาชี้แจงได้ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนของการให้ข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบอื่น ๆ
นายคงกฤษ กล่าวว่า ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหารื้อรังมาตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งในปัจจุบัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญและเน้นย้ำในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มาเข้าร่วมประชุม ตนจะประสานงานและหารือร่วมกับ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธาน กมธ.ป.ป.ช. เพื่อหาแนวทางและมาตรการในการดำเนินการขั้นต่อไปทันที ซึ่งมองว่าเป็นสิ่งที่ดีหากกรรมาธิการหลายคณะจะร่วมมือกันขยายผลเพื่อความรวดเร็วและรัดกุม
เมื่อถามถึงโอกาสที่จะเชิญอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดก่อนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลหรือไม่ นายคงกฤษ ยืนยันว่า “มีโอกาสอย่างแน่นอน” แต่ต้องรอให้กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานภาครัฐมีความชัดเจนก่อน หากพบว่ามีมูลความจริงก็พร้อมดำเนินการทันที
เมื่อถามว่ากระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและระบบอุปถัมภ์ที่มีผู้เกี่ยวข้องระดับสูงค่อนข้างมากนั้น นายคงกฤษ กล่าวว่า ในฐานะ ส.ส. และ กมธ. จะทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างดีที่สุด อะไรที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยเฉพาะการทุจริต จะต้องถูกขุดคุ้ย ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน
เมื่อถามว่าพ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ที่ฝ่ายค้านเสนอให้กระจายอำนาจการจัดสอบกลับไปให้ท้องถิ่นดำเนินการเองนั้น ประธาน กมธ.กระจายอำนาจฯ ระบุว่า จะต้องมีการหารือร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งเพื่อหาข้อสรุป แต่สิ่งสำคัญที่สุดในอนาคตคือ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการจัดสอบให้มีประสิทธิภาพและรัดกุมมากกว่าเดิม เพื่อให้ผู้ที่ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อท้องถิ่น ได้รับความยุติธรรมและผ่านการคัดเลือกด้วยความรู้ความสามารถที่แท้จริง




















