กมธ.งบฯ ถกรายการงบกลาง “ศิริกัญญา” เตรียมตัดงบกลาง 1.2หมื่นล้านบาท ใช้แก้วิกฤติพลังงาน หาก ศาลรธน.ผ่านพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาท ด้าน “ส.งบฯ” แจงรายการงบกลางจำเป็น เหตุประเมินผลกระทบไม่ได้ พร้อมเผย งบดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา เกือบหมื่นล้านบาท อนุมัติทั้งหมดแล้ว ด้าน “โฆษกกมธ.งบฯ” เผยสภาพัฒน์ฯ” ยัน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่กระทบภาพรวมเศรษฐกิจของปท.
วันที่ 3 ก.ค.2569 เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ฐานะรองประธานกมธ. คนที่เก้า ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาในรายละเอียดส่วนของมาตรา 6 งบกลาง ซึ่งได้พิจารณาภาพรวมข้อมูลภาวะเศรษฐกิจ งบประมาณรายจ่ายภาพรวม และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณาส่วนของงบกลาง กมธ. ได้ซักถามต่อประเด็นค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน เสนอขอจัดสรร รวม1.2หมื่นล้านบาท โดยช่วงหนึ่ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะกมธ. อภิปรายว่า ในวันที่ 9 ก.ค. ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งต้องรอดูว่าจะผ่านหรือไม่ โดยในรายละเอียดที่มีแผนงานส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 2แสนล้านบาท หากถูกพิจารณา ตนจะขอตัดงบกลางในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดีในการชี้แจงของตัวแทนสำนักงบประมาณ ระบุว่าการตั้งงบประมาณเพื่ใช้จ่ายแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกะทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน เป็นการจัดในลักษณะแมชชิ่งฟันด์ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้ขอจัดสรรตามเหตุผลและความจำเป็น ทั้งนี้ในส่วนของงบเพื่อรองรับผลกระทบราคาพลังงาน แม้กำหนดวัตถุประสงค์ค่าใช้จ่าย แต่ไม่ทราบว่าหน่วยงานใดจะรับผิดชอบโดยตรง โดยในรายการที่ตั้งไว้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินการได้
ตัวแทนสำนักงบประมาณ ชี้แจงด้วยว่าสำหรับการตั้งงบกลาง รายการใดรายการหนึ่ง ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะสร้างผลกระทบมากเพียงใด เช่น ราคาน้ำมัน ที่ไม่รู้ว่าผลกระทบจะมีปริมาณเท่าใด ที่ตั้งไว้จะพอใช้หรือม่ ทั้งนี้ในปี69 มีปัญหาที่ไม่คาดคิด หรือ คาดหมายจำนวนมาก ดังนั้นในส่วนของงบกลางจึงได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้สอดรับกับข้อเท็จจริง ที่พบว่ามีภัยพิบัติจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่านอกจากประเด็นค่าใช้จ่ายด้านวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงานแล้ว กมธ.ยังสอบถามถึงการใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาและบรรเทาเหตุการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยตัวแทนสำนักงบประมาณชี้แจงว่า งบที่ใช้เยียวยาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมามีผลกระทบ 3 กลุ่ม ได้แก่ ตามแผนเผชิญเหตุ ที่กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สต.ช.) ดูแล มีวงเงิน 7,728 ล้านบาท กลุ่มเยียวยาผู้ประสบภัย ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดูแล มีวงเงิน 1,700 ล้านบาท และกลุ่มเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ กระทรวงกลาโหม ดูแล มีวงเงิน 452 ล้านบาท มูลค่ารวม 9,880 ล้านบาท โดยขณะนี้อนุมัติออกไปทั้งหมดแล้ว

จากนั้นเวลา 14.00 น.น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 แถลงภายหลังการประชุม กมธ. ว่า ที่ประชุมเริ่มพิจารณางบประมาณในส่วน มาตรา 6 งบกลาง วงเงิน 693,880,000,000 บาท ซึ่งการพิจารณางบประมาณภาพรวมเป็นการพิจารณาข้อมูลภาวะเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ ธปท.ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นมีทิศทางขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาสินค้า ราคาน้ำมัน และวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าอาจสูงกว่า ร้อยละ 4 ในไตรมาสที่4 ก่อนจะทยอยลดลงในปีหน้า ทั้งเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่มีมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายภาคเอกชนในไตรมาสที่3 ให้ปรับตัวดีขึ้น
น.ส.ณัฐธิดา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมกรรมาธิการฯ ได้สอบถามผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกัมพูชา ว่าสภาพัฒน์ฯ ได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่ หากเกิดความขัดแย้งซ้ำ หรือมีการยกระดับความรุนแรงในอนาคต หน่วยงานได้ทำแผนรองรับและจัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจไว้อย่างไร ดังนั้นหน่วยงานได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยมาก ปริมาณการค้าชายแดนทางเศรษฐกิจไม่ได้มากพอที่จะกระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ
สำหรับการประชุมกรรมาธิการฯ ในวันที่ 6 ก.ค.นี้ จะเริ่มพิจารณางบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานแรก




















