นายกฯ “อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. ประกาศเดินหน้าปราบยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ย้ำต้องกำจัดถึงต้นตอ ไม่ใช่เพียงจับปลายทาง พร้อมสั่งทุกหน่วยงานทบทวนมาตรการป้องกันการลักลอบขนยาเสพติด หลังเกิดกรณีลูกเรือการบินไทยถูกจับที่ออสเตรเลีย หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศ
เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานด้านความมั่นคง กระบวนการยุติธรรม ตำรวจ ศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
นายอนุทินกล่าวเปิดการประชุมว่า ขออภัยที่เดินทางมาประชุมล่าช้า เนื่องจากต้องติดตามและสรุปประเด็นการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นให้ได้ข้อยุติก่อน พร้อมย้ำว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมด้านยาเสพติดครั้งแรกของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และถือเป็นภารกิจระดับวาระแห่งชาติที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การแก้ปัญหายาเสพติดจะต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการจับกุมผู้ลำเลียงหรือผู้ค้ารายย่อย ไปสู่การตัดวงจรตั้งแต่ต้นทาง เพราะหากยังปล่อยให้มีแหล่งผลิตและเครือข่ายอยู่ ก็จะเป็นเพียงการไล่จับปลายเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ้นเปลืองทั้งงบประมาณ บุคลากร และทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
“ทำไมเราต้องเอาเจ้าหน้าที่ของเราไปเสี่ยงกับคนที่ลักลอบเข้ามา ถ้ายังมีหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้ ผมจะไม่ยอมให้คนของเราไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า จากการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่ผ่านมา ตนเชื่อมั่นว่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท และยังไม่พบสัญญาณว่ามีบุคคลภายในที่เป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามยาเสพติด พร้อมย้ำว่า หากไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ทั้งด้านการเดินทางระหว่างประเทศ ความปลอดภัย การลงทุน และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก
นอกจากนี้ นายอนุทินยังหยิบยกกรณีลูกเรือของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมในคดียาเสพติด มาหารือเป็นวาระเร่งด่วน โดยเปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีผู้เดินทางจากประเทศไทยถูกดำเนินคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดเชิงพาณิชย์แล้วถึง 6 คดี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันทบทวนมาตรการป้องกันการลักลอบขนยาเสพติด โดยเฉพาะกระบวนการตรวจสอบผู้โดยสารและลูกเรือ เพื่อประเมินว่ามาตรการที่ใช้อยู่เป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่ามีช่องโหว่หรือจุดอ่อนในกระบวนการใดที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบขนยาเสพติดออกนอกประเทศ
พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังชี้แจงถึงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวถึงการให้เกียรติลูกเรือ โดยระบุว่า สิ่งที่ต้องการสื่อคือ ลูกเรือ นักบิน และกัปตัน มักได้รับการอำนวยความสะดวกผ่านช่องทางเฉพาะตามมาตรฐานการบินสากล จึงจำเป็นต้องตรวจสอบว่าระบบดังกล่าวของประเทศไทยมีความรัดกุมเพียงพอหรือไม่ และหากเป็นไปตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว ก็ต้องชี้แจงต่อสาธารณชนและนานาชาติให้เกิดความเข้าใจที่ถู




















