“รังสิมันต์“ ชี้ ปัญหาทับลานไม่ใช่ คนรุกป่า แต่เป็น “ป่ารุกคน” มอง ความผิดพลาดในการขีดแนวเขต กระทบชาวบ้านตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย เตรียมเรียกหน่วยงาน-ฝ่ายการเมืองถกใน กมธ.การกฎหมายฯ เดือน ส.ค.
วันที่ 3 ก.ค. 2569 เวลา 15.00 น.ที่จังหวัดนครราชสีมา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอย่างดุเดือดหลังเสร็จสิ้นภารกิจลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนและตรวจสอบปัญหาข้อกฎหมายกรณีที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ณ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ว่า จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ชาวบ้านนำมาแสดง ยืนยันได้ชัดเจนว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอุทยานแห่งชาติทับลานขณะนี้ ไม่ใช่การบุกรุกป่าเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนอย่างที่สังคมวงกว้างเข้าใจ แต่ความจริงเด่นชัดว่าเป็นสถานการณ์ “ป่ารุกคน” ซึ่งเป็นผลมาจากข้อผิดพลาดในการขีดเส้นแนวเขตอุทยานฯ มาตั้งแต่ต้น ส่งผลให้ประชาชนที่อยู่อาศัยทำกินมาก่อน กลายเป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว
ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องใหญ่ในมิติความยุติธรรมที่ถูกละเลยมานานกว่า 40 ปี จากข้อมูลพบว่ามีประชาชนหลายครัวเรือนได้รับผลกระทบ กินพื้นที่รวมหลายหมื่นไร่ และมีประชาชนมากกว่า 30,000 คน ต้องกลายเป็นผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ที่ผ่านมา ฝ่ายนิติบัญญัติมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ โดยในสมัยที่ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็เคยพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน แต่กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือรัฐบาลต้องเร่งหาแนวทางคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วน
“ปัญหาเรื่องทับลานปล่อยให้ความผิดพลาดเรื่องการขีดเส้นดำรงอยู่ขนาดนี้ได้อย่างไร ผมไม่รู้ว่าคนขีดเส้นแผนที่วันนั้นยังมีชีวิตอยู่ไหม ถ้าอยู่ก็อยากคุยด้วยว่าทำไมถึงทำแบบนี้ เพราะถ้าไม่มีการขีดเส้นในวันนั้น คนเหล่านี้ก็จะไม่ใช่คนผิดกฎหมาย เขาคือคนที่อยู่ที่นี่ เป็นเจ้าของที่นี่ และหลายคนมีเอกสารสิทธิ์ มีโฉนดที่ดินทำกินถูกต้อง” นายรังสิมันต์ กล่าว

เมื่อถามถึงมติล่าสุดของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติฯ ที่มีการจำแนกที่ดินทับซ้อนออกเป็น 5 กลุ่ม นายรังสิมันต์ แสดงความกังวลอย่างยิ่งยวดต่อ “พื้นที่กลุ่มที่ 4” (พื้นที่อื่นนอกเขต ส.ป.ก. และโครงการมั่นคง) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของพื้นที่ปัญหารวม หรือกระทบต่อประชาชนมากกว่า 5,200 ครัวเรือน มติดังกล่าวมีข้อท้วงติงสำคัญคือ “ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่” และหากหน่วยงานรัฐยังเดินหน้าตัดสินใจโดยไม่คิดให้รอบคอบ อาจจะกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่ “มหกรรมการไล่ประชาชนออกจากบ้านตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย” ซึ่งรัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น
“ถ้าเรากลับมาตั้งคำถามในความเป็นรัฐ หน้าที่ของรัฐคือการเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับประชาชน แต่การทำแบบนี้ผมคิดว่ามันไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐเลยแม้แต่น้อย”
สำหรับแนวทางการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ นายรังสิมันต์ ยืนยันว่าในฐานะประธาน กมธ.กฎหมายฯ จะทำการบรรจุวาระเรื่องที่ดินทับซ้อนอุทยานแห่งชาติทับลานเข้าสู่ที่ประชุมอย่างเร่งด่วนภายใน เดือนสิงหาคม 2569 นี้ โดยจะเชิญตัวแทนจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายการเมือง และตัวแทนรัฐบาลเข้ามาให้ข้อมูลร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน เพราะสังคมไม่สามารถปล่อยให้ความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อและเลวร้ายลงไปกว่านี้ได้
ส่วนกรณีชาวบ้านที่กำลังถูกดำเนินคดีและกระแสเรียกร้องให้ชะลอการบังคับคดีนั้น นายรังสิมันต์ ชี้แจงตามตรงว่า ไม่อยากให้ประชาชนคาดหวังกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทันที เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน กมธ. ไม่มีอำนาจก้าวล่วงหรือแทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดีของศาลได้ อย่างไรก็ตาม ทางออกเดียวในฝั่งนิติบัญญัติคือการผลักดัน “ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม” ซึ่งทราบว่ามีการยื่นร่างเข้าสู่สภาฯ ไปแล้ว โดยตนจะเร่งประสานงานพูดคุยกับวิปทั้งสองฝ่าย (ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) เพื่อเร่งรัดให้กฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาโดยเร็วที่สุด
นายรังสิมันต์ ยังได้ฝากถึงกระแสสังคมและกลุ่มผู้อนุรักษ์ว่า อยากให้นำข้อเท็จจริงมาคุยกัน และขอท้าให้เดินทางมาดูพื้นที่จริงด้วยตาตัวเองว่าสภาพที่ชาวบ้านอยู่เป็นอย่างไร ยืนยันว่า กมธ.กฎหมายฯ จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แม้ไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานโดยตรง แต่หากพบว่าหน่วยงานใดทำหน้าที่ไม่เป็นธรรม หรือเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบอย่างแน่นอน




















