เดือดระอุ! “พริษฐ์” ลั่นหลักฐานเส้นเงิน-ตั๋วเครื่องบิน-ที่พัก โผล่คาสำนวน DSI-กกต. ชี้คนถูกพาดพิงต้องตอบสังคมไม่ใช่ขู่ฟ้อง ดักคอขบวนการตัดตอนล้มคดีปกป้องคนมีสี ลั่นพร้อมงัดไม้ตายส่งไม้ต่อศาล และใช้กลไกสภาเช็กบิลยาว
วันที่ 26 ก.ค. 2569 เวลา 12.10 น.ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่าร่างคำฟ้องหมิ่นประมาท เรื่องฮั้ว สว. เสร็จแล้ว โดยปล่อยให้ฝ่ายค้านหาแสงไปก่อน ฝ่ายค้านจะมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้คนที่ต้องเตรียมมากกว่าคือผู้ที่ถูกกล่าวหาจากพรรคภูมิใจไทย ในการตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้ในงานเสวนาวันนี้ จากข้อมูลที่ได้นำเสนอต่อสาธารณะ ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการอย่างไรด้านกฎหมาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ย้ำว่าสิ่งที่คนในพรรคภูมิใจไทยในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ ควรออกมาชี้แจงและตอบคำถามที่ประชาชนสงสัย ซึ่งวันนี้พยายามตั้งคำถามถึงนายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี , นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนครี รวมถึงนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา ซึ่งตนมั่นใจว่าข้อมูลที่นำเสนอทั้งหมดนี้อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว ทั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่ตนยังกังวลใจ ว่าแม้หลักฐานเหล่านี้อยู่ในสำนวน แต่จะไม่ถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและเรื่องไปไม่ถึงชั้นศาล หลังจากนี้เชื่อว่าจะได้รับข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรับหน้าที่นำเสนอข้อมูลให้ชัดมากขึ้น
เมื่อถามว่าเรื่องเส้นเงินอยู่ในสำนวนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าอยู่ในสำนวน ซึ่ง กกต. และดีเอสไอน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด
เมื่อถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยเฉพาะพยานบุคคล จะยืนยันอย่างไรว่าหนักแน่นเพียงพอ นายพริษฐ์ ย้ำว่า ประการแรก หลักฐานที่เรานำเสนอ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พยานบุคคล ตนพยายามนำเสนอเส้นเงินหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน การจองที่พัก ที่สามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว
ส่วนประการที่สอง ข้อเท็จจริงที่พยานบุคคลอ้างถึง ทั้งเรื่องการรวมตัวที่โรงแรมไหน วันไหน แม้จะเป็นแค่คำพูดจากบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นคำพูดที่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยาก
ส่วนประการที่สาม ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าพยานบุคคลหลายคนที่มีเบาะแสหรือข้อมูลหลักฐาน ส่วนใหญ่ เป็นผู้สมัคร สว. นั่นก็เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าคนที่มีข้อมูลหลักฐานจะเป็นผู้สมัคร สว. ส่วนหากจะบอกว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย ความจริงแล้วในอีกมุมหนึ่งหลายคนเป็น สว.สำรอง เป็นผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว ดังนั้น แม้สว. ทั้งสภาถูกถอดถอน ก็ไม่ใช่ว่าบุคคลเหล่านี้จะมาเป็น สว. อยู่ดี ตนจึงอยากให้สนใจสาระของคำพูดพยานมากกว่า หากข้อมูลที่เขาพูดไม่เป็นความจริง ก็แค่ออกมาชี้แจง แต่การที่ไม่ออกมาชี้แจงข้อมูล ยิ่งทำให้ข้อกล่าวหามีน้ำหนักมากขึ้นในสายตาของสังคม

เมื่อถามว่าพยานที่ออกมาเปิดหน้า ทั้ง 2 ครั้ง เป็นบุคคลที่ถูกกันไว้เป็นพยานในชั้นสอบสวนของ กกต. และดีเอสไอหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่าต้องเช็กเป็นรายบุคคล ตนจำสถานะของแต่ละคนไม่ได้ แต่ที่ได้รับการยืนยันทุกครั้ง คือข้อมูลทั้งหมดที่พูดบนเวทีได้ให้การไว้กับหน่วยงานตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงกรณีที่คณะกรรมการ กกต. รายหนึ่งระบุว่า ต้องเร่งพิจารณาจากสำนวนที่มีเพราะได้เรียกผู้ที่ถูกกล่าวหามาชี้แจงทั้งหมดแล้ว หากจะไปพิจารณาเรื่องราวนอกสำนวนจะไม่เป็นธรรม เพราะต้องทำหน้าที่ให้เสร็จภายใน 90 วัน ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะกระบวนการค้นหา ข้อเท็จจริงของ กกต.ใช้วิธีการไต่สวน ซึ่งกระบวนการไต่สวนต้องใช้ทุกวิธีการในการแสวงหาข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้น การออกมาพูดเหมือนตัดตอนพยาน หรือไม่ให้น้ำหนักพยาน และบอกว่าเป็นเพียงความคิดเห็นที่อยู่นอกสำนวน ตนมองว่าเรื่องนี้ผิดจากกระบวนการไต่สวนที่ถูกกำหนดไว้โดยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่อันดับหนึ่งที่จะไปถึงกกต. ด้วย คือเรื่องการทำงาน
ส่วนท้ายที่สุด หาก กกต. มีผลพิจารณาออกมา 3 แนวทาง ไม่ว่าจะยกคำร้อง หรือ ฟ้องทั้ง 229 คน นายพริษฐ์ กล่าวว่าตรงนี้เป็นข้อกังวลหลัก ที่เรามีความกังวลใจว่าเรื่องนี้จะไปไม่ถึงศาลและถูกตัดตอนโดย กกต. ซึ่งจะไม่ใช่การยกคำร้องทั้งหมด เพราะหากเป็นแบบนั้น จะเป็นการตัดตอนโดยโจ่งแจ้ง แต่ที่กังวลกว่านั้น คือการตัดตอนแบบแนบเนียน คือการส่งเรื่องบางคนไปที่ศาลและยกคำร้องบางคน แต่ไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน แต่ตัดสินใจ จากการที่ใครอยู่ใกล้หรือไกลจากระบบอำนาจสีน้ำเงิน อย่างที่ตนบอกว่าเป็นการสังเวยน้ำเงินอ่อนเพื่อปกป้องน้ำเงินเข้ม ดังนั้น สิ่งที่พยายามทำที่ผ่านมาคือพยายามชี้ให้เห็นว่าขบวนการในลักษณะนี้เป็นขบวนการที่เล็ก จำกัดอยู่แค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่มีเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง มีการวางแผนสนับสนุนให้ขบวนการนี้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น ตนคาดหวังว่ากกต.ส่งเรื่องไปที่ศาล เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและตัดสินว่าใครผิดหรือไม่
เมื่อถามว่าหากท้ายที่สุดกกต. ยกฟ้องทั้ง 229 คน จะทำอย่างไร นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้จะยกฟ้องบางคน สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องดำเนินคดีกับกกต. ฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
ส่วนหากเมื่อเราได้ตั้งคำถามไปแล้ว บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ออกมาชี้แจง ทั้งนายอนุทินและคนอื่นๆ ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นโกง สว. และยังมีกลไกของสภาในการตั้งกระทู้ และกรรมาธิการต่างๆที่เราสามารถใช้ได้



















