“กกพ.”มีไว้ทำไม? ใครเป็นผู้ตอบ

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีไว้ทำไม? เป็นคำถามที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ อาศัยจังหวะที่รัฐบาลกำลังพิจารณายุบเลิกหน่วยงานรัฐที่ทำงานซ้ำซ้อน ทั้งส่วนกลางและหน่วยงานรัฐในภูมิภาค และช่วงพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ และพรรคฝ่ายค้าน รวมถึงพรรครัฐบาลเองก็อภิปรายกันอย่างเมามันถึง “การมีอยู่ของ กกพ.”

แถมโดนถามแรงเรื่องตึกใหม่ 650 ล้านบาท ที่คาราคาซังไม่เสร็จเสียที ทั้งที่ควรจะเสร็จตั้งแต่ปี 67 ทำให้ต้องลากยาวเสียเงินค่าเช่าอาคารที่อยู่ในปัจจุบันปีละ 50 ล้านบาท รวม 100 ล้านบาท

ไม่พอยังมี “เอ็นจีโอ” ที่มาช่วยเขย่า “กกพ.” เป็นจังหวะ ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชื่อว่า ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โครงการนี้มีกำลังผลิตตามสัญญา 540 เมกะวัตต์ เริ่มจ่ายไฟในปี 2570 ซึ่งเดิมจะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ต่อมาเปลี่ยนเป็นก๊าซธรรมชาติ ที่ชาวบ้านมองว่า การให้ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าของ กกพ.เมื่อปี 68 ไม่สมเหตุสมผล ท่ามกลางกำลังผลิตไฟฟ้าล้นระบบ จนบางโรงก็ไม่ได้เดินเครื่องด้วยซ้ำ แต่ได้ค่าความพร้อมจ่าย (AP) และยังเป็นโครงการที่ชาวบ้านยื่นคัดค้านมานาน แต่ไม่ถูกนำพาจาก กกพ.

ในส่วนภาพใหญ่การอภิปรายของ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งได้ชื่อว่า มีวาระเผ็ดร้อน ช่วยจุดกระแสสังคมได้พอสมควรที่ทำให้ “กกพ.” ถูกโฟกัส จากข้อเสนอของเขา ที่ให้ลดบทบาท “กกพ.” ไปอยู่ภายใต้ “คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ” (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตรง

ที่ว่า “จุดติด” เพราะที่ผ่านมา บทบาทของ กกพ.ที่สังคมรับรู้ เป็นแค่หน่วยงานทำหน้าที่ประกาศค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ตามที่ภาคการเมืองสั่งตัวเลขลงมา แม้จะเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นเสนอทางเลือกค่าเอฟทีออกมา 3-4 ทาง แต่ที่สุดการเมืองก็เคาะมาไม่ตรงทางเลือกที่เสนออยู่ดี  ล่าสุด กกพ.ยังถูกเขย่าโดย “สื่อมวลชนรุ่นเก๋า” ที่มีเครือข่ายเหนียวแน่น หากจะตีประเด็นไหนต้องพิเศษ เขาให้ตำแหน่ง “เป็นตัวร้าย” ทำให้ราคาพลังงานแพงอีก

การเขย่า “กกพ.” กันหนักช่วงนี้ ก็คงหนีไม่พ้นการที่ “กกพ.” มีตำแหน่งว่างลงมานาน 4 ตำแหน่ง ก็มีกรรมการที่ยังไม่หมดวาระทำงานกันอยู่ 3 คน มา 2 ปี โดยกรรมการอีก 1 คนซึ่งหมดวาระไปแล้ว แต่ยังต้องขอให้นั่งรักษาการต่อไป เพื่อให้ครบองค์ประชุม ที่ยืดเยื้อก็เพราะการสรรหา กกพ.ตั้ง ๆ ยุบ ๆ

ก็ตำแหน่ง “กกพ.” ไม่ธรรมดา วงในย่อมตอบได้ดีว่า “กกพ.มีไว้ทำไม” (จริงๆไม่ใช่แค่ กกพ. ที่สังคมต้องโฟกัส ซึ่งอยู่เป็นวาระมาแล้วก็ไป ฝ่ายบริหารงานประจำของสำนักงานฯ ก็ไม่อาจถูกละสายตา เพราะฝังอยู่ยาวกว่า) 

ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการสรรหา กกพ. ก็ไม่ง่ายแล้ว จริง ๆ กระบวนการน่าจะไปไหลไปได้สวยตั้งแต่ปี 67 แต่มาถูกระงับในช่วง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เป็นรมว.พลังงาน ก็คงดูไปดูมา เข้าเงื่อนไขต้องเบรกไว้ก่อน เบรกแล้วส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อกฎหมายใช้เวลาอีกพักหนึ่ง ทำให้คณะกรรมการสรรหา ที่ตั้งรอไว้ 8 คนเคว้งคว้าง อันประกอบด้วย

1.“ณอคุณ สิทธิพงศ์” ประธานสรรหาฯ 2.“ประสงค์ พูนธเนศ” อดีตปลัดกระทรวงการคลัง 3.“กฤษฎา จีนะวิจารณะ” อดีตปลัดกระทรวงการคลัง 4.“พสุ โลหารชุน” อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม 5.“คมสัน เหล่าศิลปเจริญ” ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมที่ไม่เป้นผู้ประกอบกิจการพลังงาน 6.“ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์” ผู้แทนสภาวิศวกร 7.“พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล” ผู้แทนของอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และ 8.“สมศักดิ์ สันธินาค” ผู้แทนองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ

แล้วสุดท้าย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ชี้ประเด็นว่า กรรมการสรรหาบางราย อาจมีส่วนได้เสียกับธุรกิจด้านพลังงาน อีกอย่างผู้แทนภาคเอกชนก็เปลี่ยนคนแล้วด้วย ก็เข้าล็อก…ต้องโละตามยุคสมัย ออกเป็นมติ ครม.12 พ.ค.69 เริ่มกระบวนการหากรรมการสรรหาใหม่ 

ขณะเดียวกัน “ยุคพีระพันธุ์” ก็วางกฎเพิ่ม ออก “หลักเกณฑ์การคัดเลือกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ.2568” กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็น กกพ. ว่านอกจากต้องมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในด้านพลังงาน เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรม กฎหมาย หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ยังต้องมีความเป็นกลาง และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้มีคณะกรรมการสรรหาจากหลายภาคส่วน

เมื่อกระแสจุดติด สังคมเพ่งเล็ง และมีกับดักมาเพิ่ม ทำให้การหาคนมาเป็น กกพ.ในตอนนี้ เป็นงานยากขึ้นพอควร

ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 มาตรา 12 ให้มี กกพ. 6 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีก 6 คนที่มาจากผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 10 ปีสาขาพลังงาน คณิตศาสตร์ นิติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเงินการบัญชี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุ้มครองผู้บริโภค หรือสาขาอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อกิจการพลังงาน แต่กำหนดให้อย่างน้อยต้องมีสาขาไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติสาขาละ 1 คน

กกพ. ที่ยังอยู่ในวาระ 3 คน มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและบัญชีแล้ว คือ “นรินทร์ โอภามุรธาวงศ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านก๊าซธรรมชาติ คือ “พิทักษ์ จรรยพงษ์” และด้านคุ้มครองผู้บริโภค คือ “วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา” ดังนั้นที่ขาดและเป็นสาขาที่สำคัญ คือ ด้านไฟฟ้า แต่กฎหมายก็เปิดทางสาขาอื่น ๆ ไว้กว้างมาก ดังนั้นเราจะได้เห็นการแสดงบทบาทของนักวิชาการที่วิพากษ์เรื่องพลังงานทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ในช่วงที่ผ่านมา และกำลังจะได้เห็นอีกหลายคนต่อจากนี้

ความน่าสนใจยังไม่จบที่ “4 กกพ.” ซึ่งก้าวข้ามช็อตกระบวนการสรรหาไปได้เลย อยู่ที่วงคุยว่า จะลงตัวกันที่ใคร ซึ่งไม่ใช่แค่ 4 ตำแหน่ง กกพ. ยังมาพัวพันกับตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงพลังงาน” ที่จะว่างลงในเดือนต.ค.69 นี้ด้วย เพราะ “ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ” ปลัดกระทรวงฯ จะเกษียณอายุราชการพอดิบพอดีกับช่วงสรรหา กกพ. ซึ่งลากยาวมา 2 ปี สายน้ำจึงมาบรรจบด้วยประการฉะนี้

สำหรับ “ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่” จะเป็น “ใครดี?” ก็น่าลุ้น อยู่ที่ใครจะเพลี่ยงพล้ำ ใครจะไม่สู้ ใครจะไปต่อ หรือจะมีการสับคาหลอก “ตาอยู่” อ้อ ๆ อีกเก้าอี้…ตำแหน่ง “รมว.พลังาน” ก็ใช่ว่าขาจะแข็งแรงตลอดไป หากตอบโจทย์ไม่ได้ !!!

………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img