“คดีฮั้ว สว.” เกี่ยวโยงกับ “บิ๊กนักการเมือง” อย่างน้อย “9 คน” ในพรรคใหญ่ และ “138 สว.” รวมกว่า 229 คน “กกต.” (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) เตรียมเคาะส่งฟ้องต่อศาลฎีกาฯ หรือไม่ภายในเดือนส.ค.นี้
ตามรูปเกมแห่งกระดานอำนาจ แรงกดดันมหาศาลกระแทกไปยัง “กกต.” บนสถานการณ์ที่ชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง
โดยฝ่ายตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ยกประเด็นความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ สแกน 138 สว. ที่กำลังถูกไต่สวนคดีฮั้ว สว. เป็นผู้ลงมติเห็นชอบ กกต.เข้าดำรงตำแหน่ง 4+1 ใน 7 คน
ประกอบด้วย “ณรงค์ กลั่นวารินทร์-อนันต์ สุวรรณรัตน์-ณรงค์ รักน้อย-จิรุตม์ วิศาลจิตร” และคนสุดท้ายที่ประชุมวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ได้รับสรรหาเป็นกกต.คนใหม่ ทำให้ “ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ” แม้ครบวาระแล้ว จึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
สะท้อนภาพความขัดกันของผลประโยชน์ในการพิจารณา “คดีฮั้ว สว.” โดยมีผู้ถูกกล่าวหาคือ “สว. 138 คน” ลงมติให้ความเห็นชอบ “4 กกต.” เตรียมชี้ขาดโดยปราศจากอคติเพียงใด แม้ไม่มีการกระทำที่ไม่ชอบเกิดขึ้นก็ตาม วิญญูชนย่อมตั้งคำถามในเชิงลบเสมอ

เมื่อส่องถึงพฤติการณ์ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้วิญญูชนกังขาต่อการทำงานของ กกต. ตั้งแต่ออกกติกากำหนดเงื่อนไข 20 กลุ่มอาชีพ ผลคะแนนลำดับ 1-6 ของทุกกลุ่มเป็นไปตามโพย เลขที่ออกจึงเป็น 138 สว.
รวมถึงการแต่งตั้้ง คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุด (พิเศษ) ที่ 36 ขึ้นมายกคำร้องแทน คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุด (พิเศษ) ที่ 26 ซึ่งเป็นผู้ไต่สวนโดยตรง
แถมซ้ำอีกดอก โดย กกต.มีมติปรับผลประเมิน “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. จาก “ไม่ผ่าน” เป็น “ผ่านฉลุย”
และที่สำคัญ ไม่รับสำนวนสอบสวนที่เป็นเส้นทางการเงินจาก “ดีเอสไอ” (กรมสอบสวนคดีพิเศษ)
จังหวะเสียงปี่กลองรัวเร้า บีบหัวใจทุกวินาที ฝ่าย สว.และฝ่ายการเมืองที่ถูกกล่าวหา เริ่มตีโต้ เบี่ยงกระแส เกิดสภาวะปะทะทางสงครามข่าวสาร ผลิตวาทกรรมทางการเมืองอย่างเข้มข้น
โดยเฉพาะระหว่าง “พรรคประชาชน” ที่เป็นฝ่ายตรวจสอบกับ “พรรคภูมิใจไทย” ฝ่ายผู้ใช้อำนาจรัฐ ต่างชิงพื้นที่ความน่าเชื่อถือในสายตาของสาธารณชนต่อประเด็นฮั้ว สว.
“ปีกน้ำเงิน” พยายามสร้างภาพจำ “สว.สีส้ม” เพื่อดึง “พรรคประชาชน” เข้ามาอยู่ในสมการจัดตั้งและฮั้วโหวต สว. ลดทอนความชอบธรรมในการทำหน้าที่ตรวจสอบ
แต่ “พรรคประชาชน” เป็นมวยประเภทหมูไม่กลัวน้ำร้อน ย้อนกลับ “พรรคภูมิใจไทย” ขอให้แยกแยะพฤติกรรมระหว่าง “การแนะนำผู้สมัคร สว.ตัวตามปกติ” กับ “ขบวนการทุจริตเชิงโครงสร้าง” โดยขยี้กลับไปที่พยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรม เช่น เส้นทางการเงิน ชุดคะแนนผิดปกติตามโพย
พร้อมท้าทาย “พรรคภูมิใจไทย” ที่คุมอำนาจรัฐให้เร่งดำเนินคดี โดยไม่ละเว้นตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี อย่าแค่สร้างวาทกรรม “เอ็งชั่ว-ข้าเลว” ที่เป็นเพียงเกมการเมือง พร้อมกับเปิดแผลใหม่ โดยเชื่อมโยง “สว.สีน้ำเงิน” เข้ากับ “การโกงสอบท้องถิ่น” ในบางพื้นที่ อาทิ สตูล บุรีรัมย์
เหมือนโยนเผือกร้อน ให้เป็นบททดสอบระบบตรวจสอบของประเทศไทย และเพิ่มแรงกดดัน “กกต.” ต้องทำงานอย่างโปร่งใส
โดยเฉพาะการตีความตามมาตรฐานไอเอสโอ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2569 ชี้ว่า การยืนเรื่องตามกฎหมายเลือก สว. มาตรา 62 มาตรฐานกฎหมายมหาชน ไม่ต้องพิสูจน์ “จนปราศจากข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา”
แค่มีพยานหลักฐานเบื้องต้นเพียงพอ ย่อมส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คน ถึงศาลฎีกาฯให้เป็นผู้ไต่สวนและชี้ขาด เพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม ความเชื่อมั่นของประชาชน และป้องกันภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตย
“กกต.” ตกอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ต้องทำงานหนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพื่อก้าวออกจาก มรสุมวิกฤติศรัทธาสาธารณชนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ อีกครั้งหนึ่ง…ของ การเมืองไทย
…………………………
คอลัมน์ : ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น



















