กมธ.ป.ป.ช.ห่วง 2 ปีวงจรอุบาทว์ซื้อขายตำแหน่งกลับมาอีก

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“อาสพลธ์” นำทีม กมธ.ป.ป.ช.ลุยถิ่น สถ.ย้ำคนผิดต้องถูกลงโทษ ห่วง2 ปีวงจรอุบาทว์ซื้อขายตำแหน่งกลับมาอีก ด้าน สถ.เตรียมเสนอ นายกฯปราบแก๊ง “นายหน้า” ให้สิ้นซาก
 
เมื่อวันที่ 1 ส.ค.69 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการไปตรวจเยี่ยมกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ว่า ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจาก นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดี สถ. และเจ้าหน้าที่ของกรม สถ. โดยทางกรม สถ. ได้ตอบคำถามที่ตนสงสัยทุกประเด็น ได้แก่ การกำหนดเงื่อนไข TOR  การจัดจ้างมหาวิทยาลัยผู้จัดสอบ การรับมอบและการจัดเก็บไฟล์ผลสอบตามที่ กสถ.มอบอำนาจ  และ ระบบคอมพิวเตอร์และการเข้าถึงข้อมูลประมวลผลคะแนน การติดต่อประสานงานกับ มศว.ก่อนประกาศผลสอบรอบแรก รวมถึงหลักฐานการแก้ไข/ปลอมแปลงข้อมูลที่ตรวจพบ รวมถึงการเยียวยาและมาตฐานการปฏิบัติของ กสถ./สถ.
 
ประธาน กมธ. ป.ป.ช.กล่าวว่า วันนี้ขบวนการทุจริตการโกงสอบในครั้งนี้ มองเป็นตึก 5 ชั้น โดย ชั้น 5 ระดับสูงกว่าระดับ 10 ขึ้นไป เป็นประเด็นที่ยังต้องพิจารณาว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เกิดช่องว่างในระดับนี้ และทำไมถึงต้องนำผู้กระทำผิดในระดับที่สูงขึ้นมารับโทษด้วย เพื่อไม่ให้เป็นบรรทัดฐานที่ผิด ชั้น 4 ระดับอธิบดีและรองอธิบดี มีผู้ถูกกล่าวหาในระดับอธิบดีและรองอธิบดีกรม ชั้น 3 ระดับกระบวนการ เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการแก้ไขกระดาษคำตอบ และการบริหารจัดการคิวฝากคำตอบต่างๆ ชั้น 2 ระดับผู้ปฏิบัติ เป็นกลุ่มผู้ช่วยที่ทำหน้าที่เข้าไปแก้ไขคะแนนหรือจัดการในระบบ และ ชั้น 1 ระดับผู้สมัครทั่วไป เป็นกลุ่มประชาชนหรือผู้สมัครสอบ
 
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การลงโทษเพื่อเป็นบรรทัดฐาน หากสามารถนำผู้กระทำผิดทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับผู้บริหารขั้นสูง มาลงโทษทางวินัยและอาญาได้ เหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต การทำงานร่วมกันของหน่วยงาน ต้องอาศัยความร่วมมือจากรองปลัดกระทรวง เจ้าหน้าที่ ปปท. และ ป.ป.ช. ในการลงพื้นที่เพื่อสอบสวนและคลี่คลายปัญหาทีละประเด็น วางมาตรการเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่าหน่วยงานและกระบวนการสอบของภาครัฐจะปลอดจากการทุจริตอย่างยั่งยืนภายใน 2 ปีข้างหน้า


 
ส่วนกรณีการหยุดจ่ายเงินให้กับทาง มศว.งวดสุดท้ายนั้น นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดี สถ. กล่าวยอมรับว่า ทางสถ.หยุดจ่ายเงินงวดสุดท้ายให้กับทาง มศว.จำนวน 32 ล้านบาท เนื่องจากส่งงานไม่ตรงตามสัญญา ขั้นตอนที่สอง จะหารือกับกรมบัญชีกลาง ซึ่งดูแลเรื่องสัญญาของหน่วยงานรัฐทั้งหมด ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกสัญญา หรือมากกว่านั้น คือขอเงินคืนทั้งก้อนได้หรือไม่ และอาจจะขึ้นแบล็กลิสต์กับ มศว. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกำลังหารือกับฝ่ายกฎหมายว่าดำเนินการได้หรือไม่
 
ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวต่อว่า สำหรับการป้องกันการทุจริตซ้ำในอนาคต หาก สถ.ต้องดำเนินการจัดสอบในครั้งต่อไป ทางรักษาการอธิบดี สถ. ได้เปรียบเทียบให้ฟังว่า การโกงสอบในครั้งนี้มีผู้เล่นอยู่ 4 ตัว 1.กรมสถ. ตั้งแต่อธิบดีลงไปยัง ผอ.จนเจ้าหน้าที่ 2. มหาวิทยาลัย คู่สัญญา ผู้รับจัดสอบ 3.นายหน้า วันนี้มาเจอขบวนการ เป็นแก๊งค์ มาเร่ขายตำแหน่ง บางคนบอกเป็นติวเตอร์ใหญ่ โดยทาง สถ.จะเสนอนายกรัฐมนตรี ให้สั่งหรือมอบภารกิจให้กับตำรวจและหน่วยงานที่ปราบปรามอาชญากรรมทุกหน่วยจัดการกับขบวนการนายหน้าไม่ให้เหลืออยู่ หรือให้หมด จะได้เกิดผลดีในระยะยาว ไม่เช่นนั้นเคลียร์วันนี้เสร็จ สองปีสอบใหม่ถ้าขบวนการนายหน้ายังอยู่ก็กลับมาอีก นายหน้าหมายถึงคนในทุกกลุ่มอาชีพ ที่ทำตัวเป็นนายหน้า ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือฝ่ายไหนที่ทุกท่านสงสัย หรือได้ยินจากข่าว และ 4.ผู้ซื้อ ผู้สอบ ไม่ว่าจะอ้างว่าถูกหลอก จากผู้ขายหรือหลอกตัวเองว่าเป็นทางลัด สถ.ต้องทำให้เขาเชื่อมั่นระบบจัดสอบให้มากที่สุด ถ้านายหน้าลดลง ผู้ขายลดลง มั่นใจว่าผู้ซื้อจะคิดว่าปีนี้สอบไม่ได้ ปีหน้าก็สอบใหม่
 
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า จะเห็นได้ว่า การทุจริตสอบท้องถิ่นรอบนี้จะมีการจ่ายเงินเหมือนปกติ แต่คนจ่ายกลับไม่ได้ตำแหน่ง เนื่องจากมีความโปร่งใสเกิดขึ้นในหลายขั้นตอน กระบวนการทั้งการสอบ การตรวจคะแนน และการประกาศผลคะแนน ถูกเปิดเผยโปร่งใสทั้งหมด จนไม่มีช่องว่างเหลือให้ทุจริตเหมือนในอดีต นอกจากปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่นแล้ว ประเทศไทยยังมีปัญหาอื่น ๆ เช่น การถือครองที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น กรณีภูเก็ต หรือปัญหาการแย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเรื่องการออกใบรับรองถิ่นที่อยู่ใกล้ตัวในกรุงเทพฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย เป็นปัญหาที่สะสมมานานและถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อแก้ไข
 
“กระทรวงมหาดไทยเปรียบเสมือน กระทรวงประเทศไทย ที่ต้องดูแลภาพรวมทั้งหมด แม้นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทยจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ผู้ที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติคือ ข้าราชการประจำ ข้าราชการบางส่วนอาจยังขาดความรู้ความสามารถหรือความตั้งใจเพียงพอที่จะปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด หวังว่าในอนาคตอันใกล้ กระทรวงมหาดไทยจะได้ผู้บริหารที่เป็นข้าราชการซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และความตั้งใจจริง เข้ามาช่วยเหลือนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยในการขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ” นายอาสพลธ์ กล่าว

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img