บรรดาคอการเมือง ที่ติดตามสถานการณ์ของบ้านเมือง คงคาดหมายว่า “ศึกซักฟอก” ที่จะเกิดขึ้นในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปลายเดือนส.ค.69 ต้องมีความเข้มข้น และดุเดือดแน่
แม้ “ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) จะออกมาระบุว่า “ช่วงการเปิดสภาสมัยสามัญ พรรคฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐบาลอย่างหนักแน่นอน ในการเปิดเวทีอภิปรายรัฐบาล ส่วนจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ตามมาตรา 151 หรือการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ให้รอการตัดสินอีกครั้ง”
แต่ฟันธงได้เลยว่า “พรรคฝ่ายค้าน” จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบลงมติตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 151 หรืออาจจะอภิปรายทั้งสองรูปแบบ เพื่อสร้างความระส่ำระสาย ให้เกิดขึ้นกับรัฐบาล ซึ่งถือเป็นกระบวนการตรวจสอบ ที่มีความเข้มข้น และมีน้ำหนักมากที่สุด
ยิ่งถ้าหาก “ฝ่ายค้าน” มี “ใบเสร็จ” ที่แสดงให้เห็นถึง “การทุจริตและคอร์รัปชัน” อย่างชัดเจน อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใน “ฝ่ายบริหาร” ได้ เหมือนรัฐบาลที่ประสบวิบากกรรมในอดีต แม้ฝ่ายบริหารจะมีเสียงสนับสนุนมากแค่ไหน แต่ถ้าหมดความชอบธรรม ก็คงไปต่อยาก
ยิ่งปัจจุบันกระแสในโลกโซเชียล มีอิทธิพลอย่างสูง จะมีส่วนในการกดดันให้พรรคร่วมรัฐบาล ต้องถอนตัวออกจากรัฐบาล เพราะอาจมีผลกระทบ จากการเลือกตั้งในอนาคต
อย่าลืมว่า “พรรคเพื่อไทย” (พท.) ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และมีเสียง สส. 74 เสียง แม้จะห่างจาก “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) ที่มี 191 เสียง แต่ถ้าหากพลิกขั้วไปจัดตั้งรัฐบาล กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ทำให้พรรคแกนนำรัฐบาลล้มได้เหมือนกัน
ยิ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีกระแสข่าว “ปฏิญญาโมนาโก” ที่ระบุว่า มีการพบปะกันระหว่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้มากบารมีเหนือพรรค พท. กับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เพื่อพูดคุยกันถึงการจัดตั้ง “รัฐบาลสูตรใหม่” มี “สีแดง” และ “สีเขียว” และอาจไปดึง “พรรค ปชน.” และ “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) มาร่วมด้วย ซึ่งจะมีเสียงสนับสนุนถึง 274 เสียง เกินครึ่ง (250 เสียง) ไป 24 เสียง

โดย “ร.อ.ธรรมนัส” อาจไม่รับตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลจัดตั้งได้สำเร็จ แต่ในที่สุด “หัวหน้าพรรค กธ.” ก็ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลสูตร “แดง-เขียว” โดยระบุว่า “การเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ได้ไปพบนายทักษิณ และปฏิเสธข่าวการทำดีลลับทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้พบนายทักษิณ และไม่ชอบทำตัวเป็นอีแอบ”
เช่นเดียวกับ “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ ก็ออกมาโพสต์ปฏิเสธข่าวการพบกันระหว่าง “บิดา-ร.อ.ธรรมนัส” โดยยืนยันว่า เดินทางไปพักผ่อนประเทศในแถบยุโรปกับนายทักษิณ ไม่ได้ไปโมนาโก”
แม้กระแสข่าวดังกล่าวจะไม่เป็นความจริง แต่ก็อาจมีการเคลื่อนไหวจากบางฝ่าย ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ที่น่าสังเกต คือท่าที “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. ออกมาตอบคำถามสื่อ หลังถูกถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ระบุว่า ไม่กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยร้องว่า “อ๋อหรอคะ…ก็คงต้องมีการตัดไม้ข่มนามกันอยู่แล้ว ถ้าบอกว่ากลัวก็คงจะดูไม่ดี แต่อย่าประมาทแล้วกันว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านถืออยู่ในมือ จะสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ และแน่นอนว่า วิธีการที่ทำให้รัฐบาลล่มได้ คือการไม่สามารถรวบรวมเสียงของฝ่ายรัฐบาลได้ ถึงแม้ท้ายที่สุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เกิดผล เพราะเสถียรภาพยังไม่สั่นคลอนมากพอ อย่างน้อยก็เป็นการเช็กเสียง ว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลยินดี ที่จะแบกกันอยู่หรือไม่”
เมื่อถามว่า แดงกับเขียวรวมกัน ยังไม่ได้เสียงเพียงพอ ตามสมการต้องเอาพรรคส้มมารวมด้วย “ศิริกัญญา” กล่าวว่า “ก็จริงอย่างที่ถามเลย ถ้าเฉพาะแดงกับเขียว ก็อาจจะไม่มีผล อาจเป็นไปได้สองทาง ว่าเขียวกับแดง อาจจะเจรจาให้ ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม คงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน”
เมื่อถามว่า พรรค ปชน.ไม่ติดอะไรใช่หรือไม่ “ศิริกัญญา” ตอบว่า “เรื่องพวกนี้ ก็สามารถพูดคุยกันได้”
จะเห็นว่า สัญญาณที่ “แกนนำพรรค ปชน.” ส่งออกมา เหมือนต้องการ “ปรับท่าทีใหม่” หลังถูกวิจารณ์ว่า “ตีโง่ทางการเมือง” เพราะไปยกมือสนับสนุนให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ จนกระทั่ง “พรรค ภท.” เติบใหญ่ ได้เสียง สส.เกือบ 200 เสียง จึงคิดได้ว่า วันนี้ต้องหาพันธมิตรทางการเมือง หากมีการเจรจาความร่วมมือทางการเมือง ถึงขั้นจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน โดยยินยอมให้ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. เป็นนายกฯ ซึ่งแกนนำพรรคฝ่ายค้าน อาจพร้อมให้ความร่วมมือด้วย
เพราะการไปเสี่ยงลุ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็อาจเป็นเรื่องยาก เพราะ “บรรดาบ้านใหญ่” ยังมีอิทธิพลในพื้นที่ต่างจังหวัด หรือถ้า “อนุทิน” ตัดสินใจยุบสภาฯ เพื่อแก้เกมพรรค พท. ที่แสดงท่าทีหักหลัง ก็เข้าทาง “พรรคส้ม” อยู่ดี เพราะมีโอกาสสู้ศึกในการเลือกตั้งอีกครั้ง แม้จะเสี่ยงก็ตาม
ขณะที่มีหลายประเด็นที่อาจจะสร้างกระแส และกระทบกับความเชื่อมั่นของรัฐบาล หากฝ่ายค้านมีข้อมูลที่มีน้ำหนัก และนำเสนอได้อย่างน่าสนใจในการเปิดศึกซักฟอก เพราะถ้าหากมี “ใบเสร็จ” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริตและคอร์รัปชัน อาจนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง “ที่ดินเขากระโดง-กระบวนการฮั้ว สว.-โครงการ AI passport-ปัญหาโกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น-การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง-ความล้มเหลวในเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดและสแกมเมอร์-ปัญหาชายแดนไทยและกัมพูชา-ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้-ผลพวงจากการใช้งบประมาณ จากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท-ปัญหาวิกฤติพลังงานที่มีข่าวว่ามี “ไอโม่งกักตุนพลังงาน” ซึ่งมาถึงวันนี้กระบวนการตรวจสอบความผิดปกติ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า มีใครเกี่ยวข้องบ้าง รวมทั้งความไม่โปร่งใสในการผลักดันโครงการต่าง ๆ

หากประเมินจากปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ “รัฐบาลอนุทิน” เข้ามาบริหารประเทศ นับตั้งแต่การ “พรรค ภท.” เป็นแกนนำรัฐบาลครั้งแรก บุคคลที่ต้องถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ ๆ คนแรกคงหนีไม่พ้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ในฐานะที่เป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ต้องรับผิดสูงสุด กับทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาล ยิ่งมานั่งควบ “รมว.มหาดไทย” ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ดินเขากระโดง-ทุจริตการสอบโกงข้าราชการท้องถิ่น คงต้องถูกจัดหนักจัดเต็ม นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวหาใน “คดีฮั้ว สว.” และถ้าหากมีปัญหาเกิดขึ้นกับ “หัวหน้ารัฐบาล” อาจส่งผลทำให้รัฐบาลมีอันเป็นไป เพราะเริ่มจะมีการ “ปล่อยข่าว” สูตรจัดตั้งรัฐบาลใหม่ “แดง-เขียว” ซึ่งอาจมีการดึง “พรรค ปชน.-พรรค ปชป.” มาร่วมด้วย
ส่วนบุคคลที่สองคือ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรค ภท. ที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ และสามารถนำสส.เข้ามาได้จำนวน 31 คน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ “พรรค ปชป.” ในฐานะที่เคยเป็นเจ้าของพื้นที่ภาคใต้ คงปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะต้องหาช่องทาง ในการทำลายความน่าเชื่อถืออย่างเต็มที่
ยิ่งในช่วง เกิดวิกฤติพลังงาน “พิพัฒน์” ได้รับผิดชอบบริหารจัดการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน แต่ก็เกิดเสียงวิจารณ์ในด้านลบ เพราะมีญาติประกอบธุรกิจปั้มน้ำมัน รวมทั้งอดีตคนใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น ปัญหาที่ดินเขากระโดง โครงการแลนด์บริดจ์ แม้จะยุติโครงการไปแล้ว แต่ก็มีข่าวการกว้านซื้อที่ดิน หรือการรับผิดชอบโครงการสำคัญ ในกระทรวงคมนาคม ที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น
อีกทั้งยังมีข่าวความขัดแย้งในพรรค ภท. ระหว่าง “อนุทิน-พิพัฒน์” และ “ครูใหญ่-เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด อีกทั้งนายกฯ ยังดึงโครงการอีอีซี ที่ “พิพัฒน์” ดูแล ไปรับผิดชอบเอง ซึ่งการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีการลงคะแนนไว้วางใจ อาจได้เสียงพรรคร่วมรัฐบาลไม่ครบ

อีกบุคคลหนึ่งที่หนีไม่พ้น ต้องถูกยื่นซักฟอกแน่ ๆ คือ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะ “เลขาธิการพรรค ภท.” ซึ่งประเด็นคงหนีไม่พ้นเรื่อง การผลักดันโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งถูกระบุว่า การจัดซื้อจัดจ้าง ส่อว่ามีการล็อกสเปกให้พวกพ้องเครือข่ายมารับงาน และยังถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ต้องจ่ายไป แม้จะอ้างว่า รายละเอียดของโครงการ เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ แต่ในฐานะที่เป็นฝ่ายดูแลนโยบาย ก็คงหนีไม่พ้น ต้องแสดงความรับผิดชอบ
โดยก่อนหน้านี้ “ดร.การดี เลียวไพโรจน์” รองหัวหน้าพรรค และสส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. ไปยื่นเรื่องให้กระทรวงดีอี ยกเลิกโครงการนี้ โดยชี้ว่า “ไม่คุ้มค่ากับการใช้งบประมาณ” และคุณภาพก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
นอกจากนี้ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ของสภาผู้แทนราษฎร ก็เดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ รวมถึง “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” หัวหน้าพรรคไทยภักดี (ทภ.) ก็นำเรื่องไปยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วย
ต้องยอมรับ “3 แกนนำพรรค ภท.” ทั้ง “อนุทิน-พิพัฒน์-ไชยชนก” ถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในรัฐบาล คงหนีไม่พ้นต้องถูกซักฟอก อีกทั้งยังดูแลโครงการสำคัญ และมีประเด็นที่ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยและตั้งคำถาม หากพรรคฝ่ายค้านมีข้อมูลลึก และไม่เคยนำเสนอเป็นข่าวมาก่อนมาเปิดเผย ย่อมให้เกิดผลกระทบกับรัฐบาล แม้ว่าจะยังบริหารงานไม่ถึง 6 เดือน
เพราะหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ อนุทิน” เพียงคนเดียว ก็สามารถอภิปรายพาดพิงได้ทุกกระทรวง แต่ถ้าอภิปรายเป็น “รายบุคคล” พรรคฝ่ายค้านอาจหวังผลคะแนนไว้วางใจของรัฐมนตรีบางคน “ไม่เท่ากัน” ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาเกิดขึ้นในรัฐบาล คงต้องรอดูพรรคฝ่ายค้าน จะตัดสินใจอย่างไร รวมทั้งอาจไม่มีการยื่นซักฟอกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองอื่น เพื่อหวังจับมือเป็นพันธมิตรในทางลับ สร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้น กับพรรคแกนนำรัฐบาล
ที่น่าสนใจคือ ห้วงเวลาที่พรรคฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจอยู่ในช่วงเดือนก.ย. ซึ่ง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) จะ มีข้อสรุปสำนวนคดีฮั้ว สว. ซึ่งถ้าสรุปคดีในทางลบ ย่อมมีผลกระทบกับรัฐบาล เพราะแกนนำพรรค ภท.หลายคน มีชื่อในสำนวน และหากเรื่องส่งไปให้ศาลฎีกาฯ และมีคำสั่งให้ “ผู้ถูกฟ้อง” ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
นั่นหมายความว่า “อนุทิน” ซึ่งมีชื่อถูกกล่าวหา ต้องถูกพักการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมมีผลกระทบกับรัฐบาลและฝ่ายบริหาร และไม่รู้ว่า “ศาลฎีกาฯ” จะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นานเท่าไหร่ เมื่อถึงวันนั้น “ฝ่ายตรงข้าม” ต้องออกมากดดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล โดยอ้างว่า ถ้าปล่อยให้ “อนุทิน” ทำหน้าที่ต่อไป อาจกระทบกับการบริหารประเทศ และความเชื่อมั่นของประเทศ
แต่หาก “กกต.” ยกคำร้องในคดีฮั้ว สว. พรรคฝ่ายค้านก็คงนำเสนอข้อมูลในทำนองว่า “องค์กรอิสระ” ถูกแทรกแซง โดย “สว.สีน้ำเงิน” ที่มีความใกล้ชิดกับ “พรรค ภท.” โดยพยายามสาวไส้ถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ “องค์กรอิสระ” มาตีแผ่ เพื่อปลุกกระแสสังคม ให้ออกมาต่อต้าน
นั่นหมายความว่า การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของ “พรรคฝ่ายค้าน” ในครั้งที่จะถึงนี้ เป็นการทำหน้าที่ที่มีเดิมพันสูง และคงหวังผลถึงการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการแบะท่าของ “แกนนำพรรคส้ม” ที่พร้อมหารือทางการเมืองกับพรรคการเมืองต่าง ๆ เป็น “ท่าทีที่ไม่ธรรมดา” ยิ่งหาก “บทสรุปของคดีฮั้ว สว.” เป็นไปในทางลบ และมีผลกระทบ “พรรค ภท.” ย่อมสร้างแรงกดดัน ให้พรรคแกนนำรัฐบาลเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งสมัยประชุมสภาฯ ที่จะเปิดขึ้นในปลายเดือนส.ค.นี้ อาจเป็นช่วงเวลาความเป็นความตายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล”
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















