‘อนุสรณ์’แจงปมตะโกนต้าน‘มิน ออง ไลง์’ ชี้รัฐปูพรมแดงให้เผด็จการมือเปื้อนเลือด

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“อนุสรณ์” แจงยิบปมตะโกนก้องสภาต้าน “มิน ออง ไลง์” ซัดรัฐบาลไทยปูพรมแดงให้เผด็จการมือเปื้อนเลือด ชี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดและจุดตกต่ำสุดของการทูตไทยบนเวทีโลก พร้อมเตรียมเข้าพบประธานรัฐสภา ปรึกษาแนวทางช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองเมียนมา

วันที่ 17 ส.ค. 69 เวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม.พรรคประชาชน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเมียนมา สร้างสันติภาพประชาธิปไตยในเมียนมา และการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากปัญหาข้ามพรมแดน ว่า เรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวเมียนมาที่ถูกกดขี่ และได้รับความลำบากจากระบบการปกครองเผด็จการของรัฐบาลทหารมิน ออง ไลง์ รวมทั้งประชาคมโลก การดำเนินการของตนเอง และทีมงานเมื่อเช้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ ของประเทศไทย ของชาวไทย ชาวเมียนมา ผู้ร่วมตกระกำลำบากจากระบบการปกครองแบบอำนาจนิยม และเป็นไปเพื่อรัฐสภาไทยด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาล หรือรัฐสภาจะให้การต้อนรับการเผด็จการซึ่งเป็นอาชญากรสงครามในที่ที่เป็นสถานที่ของประชาชน

รศ.อนุสรณ์ กล่าวว่า เราสามารถเจรจาสื่อสารกับผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมาได้ แต่เราไม่จำเป็นจะต้องต้อนรับในลักษณะปูพรมแดงเช่นนี้ เมื่อเช้าตนเองมีความตั้งใจและพยายามยื่นข้อเสนอต่อนายมิน ออง ไลง์ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีของเมียนมา จากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเลือกตั้งแบบจัดฉาก และเป็นการเลือกตั้งกำมะลอ ตนเองพยายามยื่นหนังสือข้อเสนอซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันของประเทศไทยและประเทศเมียนมา แต่ก็ไม่สามารถยื่นหนังสือได้โดยในหนังสือ ได้เรียกร้องให้ 1.ยึดถือสันติธรรมประชาธิปไตย โดยยึดถือแนวทางตามสนธิสัญญาปางหลวง 2. ให้รัฐบาลเมียนมา แก้ไขผลกระทบจากปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่กระทบต่อคนไทย และประเทศไทย ตนเองมีความตั้งใจเท่านั้น แต่ไม่สามารถยื่นหนังสือได้ ซึ่งควรจะเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ จึงตัดสินใจใช้วิธีตะโกนคำขวัญ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนว่า รัฐสภาไทยยึดมั่นในจุดยืนเพื่อสันติภาพ เพื่อประชาธิปไตย มนุษยธรรม มนุษยชาติ เพื่อความเป็นธรรม นั่นคือเจตนาที่ต้องการประกาศให้ชาวโลก เพราะว่ารัฐสภาไทย สส. เรายืนยันในจุดยืนนี้ และตนเองถูกกันจากวิธีการของวุฒิสภา และรู้สึกเศร้าใจกับรัฐบาลและวุฒิสภา เพราะถือว่าสภาผู้แทนไม่ได้มีส่วนรับรู้ด้วย

“เราปูพรมแดงให้กับเผด็จการมือเปื้อนเลือด และสร้างปัญหามากมายให้กับประชาชนชาวไทย หากพวกเราทั้งหลายมีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ เราย่อมไม่สามารถวางเฉยต่อสภาวะดังกล่าวได้ และจำเป็นต้องแสดงจุดยืนให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ข้างสันติภาพ ไม่เอาสงคราม ไม่เอาความขัดแย้งรุนแรง ไม่เอาการทำลายล้างกัน ไม่ต้องการให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การทิ้งระเบิดตามแนวชายแดน แสดงจุดยืนให้เห็นว่าเรายืนยันมนุษยธรรม และความประชาธิปไตย ภาพการต้อนรับ มิน ออง ไลง์ หัวหน้าคณะรัฐประหารที่ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภาวันนี้อย่างสมเกียรติ นับเป็นจุดตกต่ำมากที่สุดของยุทธศาสตร์การทูตของไทยบนเวทีโลก การเปิดประเทศต้อนรับผู้นำที่คนทั่วโลกประณาม ออกหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ การเดินหน้าสานสัมพันธ์กับรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างแนบแน่น ทั้งที่ประชาชนชาวไทย และอาเซียน ผู้รักสันติภาพ และประชาธิปไตย ไม่ได้เห็นดีงามด้วย เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก สำหรับสถานะของประเทศไทยในเวทีโลก “ รศ.อนุสรณ์ กล่าว

รศ.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มิน ออง ไลง์ ยังประกาศต่อรัฐสภาของเมียนมาในวันที่ได้รับการเลือกตั้งแบบหลอก ๆ ไม่รับฉันทามติ 5 ข้อ ของอาเซียน พร้อมกล่าวหาว่าสมาชิกอาเซียน เลือกปฏิบัติ ขณะที่ปฏิเสธข้อตกลงที่เพื่อนบ้านร่วมกันวางไว้ รัฐบาลมิน ออง ไลง์ กลับต้องใช้เวทีภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เพื่อสร้างความชอบธรรม สรุปคือขอรับสิทธิ์ แต่ไม่ขอรับกติกา เป็นการฟอกขาวเพื่อให้ตัวเองสามารถปกครองด้วยระบอบที่เอาเปรียบ และกดขี่ในประเทศตัวเองต่อไป และปัญหานำเที่ยวชายแดนก็ไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลมิน ออง ไลง์ บอกว่า กำลังเปิดประตูสู่สันติภาพ และกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ และประชุมหารือไปแล้ว 13 กลุ่ม แต่นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศแผน 100 วัน ในการเจรจาสันติภาพ มีการเชิญมาเจรจาจริง แต่ว่ามีการโจมตีทางอากาศ 762 ครั้ง และเป็นที่น่าเสียใจที่กองทัพไทย บางทีหลับตาข้างเดียวปล่อยให้เครื่องบินรุกล้ำมายังเขตแดนของไทย มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เฉลี่ยการโจมตีวันละประมาณ 7 ครั้ง สันติภาพแบบนี้ไม่เกิดขึ้นได้ เพราะเป็นสันติภาพที่เจรจา แต่อีกด้านก็ทำลายล้างด้วยอาวุธสงคราม เป็นเรื่องการกดดันให้เกิดการยอมจำนน นอกจากนี้รัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา บังคับเกณฑ์ทหาร เพื่อให้คนหนุ่มสาวเป็นตายแทนชนชั้นนำเผด็จการ ผลักคนหนุ่มสาวชาวแมียนมาให้มาตายแทน และลี้ภัยออกนอกประเทศจำนวนมาก ประเทศนี้ผู้คนประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสแกมเมอร์ โดยที่เมืองสแกมเมอร์อยู่ในแผ่นดินเมียนมา มีสัญญาณทุกอย่าง และดำเนินการตามอิทธิพลของรัฐบาลทหาร ปิดตาข้างนึงมาโดยตลอด และได้ผลประโยชน์ร่วมกันปัจจุบัน

โดยนายอนุสรณ์ ได้เปิดเผยถึงเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกที่จะยื่นถึง นายมิน อ่อง ไลง์ เรื่องข้อเสนอให้เกิดสันติธรรมประชาธิปไตยยึดถือแนวทางตามสนธิสัญญาปางหลวง และแก้ไขผลกระทบจากปัญหาข้ามพรมแดนจากเมียนมาต่อคนไทยและประเทศไทย ว่า ตามที่นาย มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย ตนในฐานะผู้แทนประชาชนชาวไทยคู่รักสันติธรรมประชาธิปไตย ขอเสนอให้เกิดกระบวนการเจรจาปรึกษาหารือเพื่อให้เกิดสันติธรรมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและยั่งยืนในสหภาพเมียนมา โดยยึดแนวทางตามสนธิสัญญาปรางโหลง ความตกลงปางหลวง (Panglong Agreement ) คือข้อตกลงทางการเมืองที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2490 ระหว่างที่พลเอกอองซาน ผู้นำกอบกู้เอกราชของพม่า กัย ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อร่วมมือกันจัดตั้งสหภาพพม่า ตนขอสนับสนุน หลักการของการประชุมปางหลวงศตวรรษที่ 21 หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือการประชุมสันติภาพแห่งสหภาพ ในสมัยรัฐบาลเลือกตั้งที่มี อองซานซูจี เป็นที่ปรึกษาแห่งรัฐ เพื่อรื้อฟื้น “ จิตวิญญาณปางหลวง” ที่นายพลอองซานบิดาของอองซานซูจีเคยทำไว้ โดยมุ่งหวังจะยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเหยื่อมานานกว่า 70 และเปลี่ยนผ่านเมียนมาร์ไปสู่การเป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย จุดจบของความพยายามทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อนายมิน ออง ไลง์ ทำการรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 จับกุมอองซานซูจี และฉีกกรอบความตกลงสันติภาพ 71 ข้อทิ้ง ส่งผลให้กระบวนการสันติภาพทั้งหมด หยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิงและเมียนมาร์กลับเข้าสู่สงครามกลางเมืองที่รุนแรงกว่าเดิมจนจนถึงปัจจุบัน

“ขอให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายมิน ออง ไลง์ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากปัญหาต่างๆในประเทศของท่านและตามแนวชายแดนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประชาชนชาวชาวไทย กระทบต่อชาวเมียนมา และกลุ่ม ชาติพันธุ์ต่างๆ การแก้ไขปัญหาต้องมีกรอบเวลาให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการค้ายาเสพติด ปัญหาสแกมเมอร์ ปัญหาค้ามนุษย์ ปัญหาการก่อสร้างสงครามตามแนวชายแดน ปัญหาปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำ  ปัญหามลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน  หากรัฐบาลภายใต้การนำของนายมิน ออง ไลง์  ทำตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และเดินหน้า สู่การฟื้นฟูประชาธิปไตยและสันติภาพอย่างแท้จริงย่อมเป็นสิ่งที่ประชาชนเมียนมา และไทยปรารถนาให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกคน

การรักษาการสื่อสารของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจดจ่อเป็นที่สำคัญ แต่ขณะนี้ประชาชนชาวเมียนมาที่อยู่ในประเทศกว่า 4 ล้านคน เป็นผู้ลี้ภัยภายนอกประเทศ 2 ล้านคน ประชาชนเกือบ 13 ล้านคน เผชิญภาวะขาดทหารอย่างรุนแรง และประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เมื่อเราต้องแบกรับปัญหาเหล่านี้ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านด้วยมนุษยธรรม และเราจะจำเป็นต้องสื่อสารกับรัฐบาลเผด็จการ แม้เราจะไม่ปรารถนาก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่า รัฐบาลไทย รัฐสภาไทย ต้องมอบความชอบธรรมทางการเมืองให้กับผู้นำที่ไร้หลักการ ไร้ความปราณี เป็นเผด็จการ ที่สั่งสังหารประชาชนของตัวเองกับประชาชนของตัวเองให้โง่ และจน เพื่อให้ระบอบอำนาจนิยมดำเนินอยู่ต่อไป”รศ.อนุสรณ์ กล่าว

รศ.อนุสรณ์ กล่าวย้ำว่า เมียนมาอยู่ในสภาวะล้มเหลว ดังนั้น เมื่อมีการติดต่อเจรจาสื่อสาร ต้องติดต่อกับกลุ่มหลายกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา เป็นรัฐบาลเดียว แต่ยังมีรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นหลังการรัฐประหารของฝ่ายประชาธิปไตย เราต้องติดต่อ และให้เกียรติเขาด้วย จึงเกิดการแก้ไขปัญหาได้แล้ว สิ่งที่ตนเองอยากเห็นบทบาทของไทยเหมือนที่เราเคยมีบทบาทในสมัยรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นตัวกลางเป็นเวทีในการเจรจาสร้างเวทีเจรจาให้เกิดสันติภาพในกัมพูชา เราควรทำเช่นนั้นเพื่อทำให้เกิดการแก้ปัญหาในเมียนมาเช่นเดียวกัน

เมื่อถามว่าการตะโกนเมื่อเช้า เหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้าง รศ.อนุสรณ์ กล่าวว่า เราตั้งใจไปยื่นหนังสือ แต่มีเจ้าหน้าที่ไม่ให้ยื่น และตนเองคิดว่าคงไม่ได้ดำเนินการในภายหลัง จึงตัดสินใจโดยสำนึก ว่าเราต้องทำอะไรบางอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐสภา มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อสันติภาพ เป็นภาพลักษณ์ของไทยว่าเราไม่เห็นด้วย ดังนั้น การแสดงจุดยืนพูดเบา ๆ ไม่ได้ อย่างน้อยต้องพูดให้คนจำนวนนึงได้ยิน และถามกลับว่า คนที่โบกธงที่ก็ถูกจัดตั้งให้โบกธง  ซึ่งบางคนก็รู้สึกว่าทำไมต้องมาโบกธงเพื่อให้เกียรติแก่คนที่กระทำชั่วร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งขณะที่เจ้าหน้าที่นำตัวออกมานั้นก็ให้เหตุผลว่า ยังอยู่ในช่วงพิธีการ ซึ่งตำรวจของสภา ก็เข้าใจ แต่เขาก็ต้องทำหน้าที่ในการนำตัวตนเองออกจากพื้นที่ และไม่ต้องมาหิ้วก็ได้ ตนเองเดินออกไปเองได้

เมื่อถามว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้ รศ.อนุสรณ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ จะมีการตั้งกระทู้ถามรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ในการให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้ปัญหาตามแนวชายแดนปัญหาข้ามพรมแดนลดลง และเกิดการฟื้นฟูสันติภาพ และประชาธิปไตยในเมียนมา

เมื่อถามว่านายมิน ออง ไลง์ บอกกับนายมงคล สุรัจสัจจะ ประธานวุฒิสภาว่าไม่ได้ติดใจกับที่ตนเองตะโกนนั้น รศ.อนุสรณ์ กล่าวว่า หาก นายมิน ออง ไลง์ มีเจตนาตั้งใจที่จะทำเช่นนั้น ตนเองก็ยินดีด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท่านทำเอาไว้ที่เกิดขึ้นในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ และหากเราจะมีความเห็น หรือข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ เรายินดีช่วย เพราะมองว่าไม่ว่าคนชาติไหน ก็เป็นพี่น้องกันหมด และคงหาเวลาไปพบประธานรัฐสภา ว่าคณะ สส. จะสามารถมีบทบาทในเชิงการโทษของรัฐสภาได้หรือไม่ ที่จะช่วยส่งเสริมสันติภาพสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ซึ่งเริ่มต้นจากการเยี่ยมเยียนนักโทษทางการเมือง เพื่อดูว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไร

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img