“กรณ์ จาติกวณิช” ซัดนโยบายรัฐบาลตามไม่ทันโลก หลังผุด Data Center เถื่อนอ้างเป็นคลังสินค้าไร้ EIA แฉยับนโยบายไฟฟ้าย้อนแย้ง ผลักภาระน้ำประปาเทียบเท่าชุมชน 6 หมื่นคนให้ชาวบ้าน ซ้ำรอยแผลเป็น EEC พร้อมเตือนภัยความมั่นคง เสี่ยงทำไทยโดนสหรัฐฯ คว่ำบาตรฐานเปิดประตูรับชิปไฮเทคให้จีน จี้รัฐบาลเคลียร์ชัดด่วนก่อนสายแก้ไม่ทัน
วันที่ 3 ก.ย. 2569 เวลา 12.40 น. ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึงปัญหาของการสร้างอาคารรวบรวมข้อมูลคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ (Server) ระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) และระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์คเพื่อใช้จัดเก็บ ประมวลผล และกระจายข้อมูลดิจิทัล หรือ ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) ในประเทศไทยว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นนโยบายที่ไม่ทันเหตุการณ์ ความไม่พร้อมรับมือและเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายให้ประชาชน พรรคประชาธิปัตย์เห็นปัญหานี้มานานแล้ว จึงได้ยื่นญัตติด่วนต่อสภาเมื่อสมัยประชุมที่ผ่านมา โดยมี 7 ข้อ กังวล ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลตื่นตัว โดยมีการตั้งคณะกรรมการ Data Center แต่่รัฐบาลยังไม่มีคำตอบต่อสังคมคือ 1.แม้จะมีคณะกรรมการ Data Center แล้ว แต่ยังไม่มีเจ้าภาพโดยตรงที่รับผิดชอบ บริหารจัดการเรื่องนี้ เพราะแต่ละศูนย์ Data Center จะมีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก เพราะการขอเปิดโรงกลั่นน้ำมันต้องประสานกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือหากจะขอเปิดโรงไฟฟ้าต้องประสานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แต่หลาย Data Center ที่สร้าง อ้างเป็นคลังเก็บสินค้า ไม่มีใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ ไม่มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม( EIA ) ซ้ำมีการสำรองน้ำมันมหาศาล มีข้อกังวลทั้งอาจเกิดมลพิษ ดังนั้นการตั้งคณะกรรมการ Data Center ยังไม่เพียงพอ เปรียบกับ ขณะนี้ มีวัวออกมายืนกลางสนาม ยังไม่หนีไปไหน หากล้อมคอกมันตอนนี้ ก็ยังไม่ช้าเกินไป แต่หากปล่อยให้หายไป เดือนร้อนแน่
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า 2.ปัญหาการใช้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากเลี้ยงระบบ Data Center ซึ่งมีผลย้อนแย้งต่อนโยบายพลังงานของการไฟฟ้า เพราะรัฐบาลพยายามชี้แจงถึงการกู้เงินเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล แต่กลับมีการส่งเสริมสร้าง Data Center อ้างการลงทุน เพราะไทยมีไฟฟ้าสำรองเหลือขายให้ Data Center ได้ แต่การขายไฟฟ้าสำรองนั้น ไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง และปัจจุบันต้องนำเข้าจากต่างชาติ หากมีการนำเข้าก๊าซมากขึ้น เท่ากับการเพิ่มภาระให้ประชาชนต้องแบกรับภาระ หากราคาก๊าซ และน้ำมันยังผันผวน ดังนั้น หากมีการขายไฟให้ Data Center แล้ว รัฐบาลจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลเพิ่มหรือไม่ และจะส่งผลกระทบกับพลังงานสะอาดอย่างไร 3.ศูนย์Data Center ต้องใช้น้ำจำนวนมาก แค่ Data Center ขนาดกลางก็ต้องใช้น้ำเท่ากับชุมชน 50,000-60,000 คน ที่ใช้น้ำทั้งปี ซึ่งกระทบกับประชาชนในภาคตะวันออกโดยตรง จึงเกิดคำถามว่า Data Center มีสิทธิ์เข้าถึงน้ำใช้ ก่อนประชาชนและกลุ่มเกษตรกรคนไทยหรือไม่ 4.ปัญหามลพิษจาก Data Center ทั้งเสียง,ความร้อนและน้ำเสียว่า หน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแล เพราะปัจจุบัน Data Center ยังไม่ต้องดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมใดๆเลย จึงไม่ได้มีการกำหนดมาตรการที่ผู้ลงทุนรับผิดชอบ
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า 5.ยังเสี่ยงเกิดต่อปัญหาอธิปไตย เพราะรัฐไทยส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนสร้าง Data Center แต่ประเทศไทย กลับไม่ส่งเสริมการยกระดับศักยภาพ หรือ AI Model ของไทย ซึ่งจะกระทบต่อศักยภาพการแข่งขัน และความมั่นคงทางข้อมูลของประเทศ 6.ความชัดเจนที่ผู้ประกอบการไทย จะได้ประโยชน์จากการใช้ Data Center อย่างไร มีการเจรจาเพื่อแบ่งพื้นที่กำลังของการประมวลผลของศูนย์Data Center ของต่างชาติให้ผู้ประกอบการไทยได้ใช้ประโยชน์หรือไม่ อย่างไร เพราะตั้งในไทยใช้ทรัพยากรไทยทั้งสิ้น 7. เรื่องนี้สำคัญที่สุด คือ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ชี้เป้าว่าประเทศไทย อาจมีส่วนเป็นทางลัดให้ประเทศจีน ได้ใช้ชิประดับสูง ที่สหรัฐอเมริกาสั่งปิดกั้นการซื้อ-ขายให้จีน ซึ่งยังมีการอนุมัติส่งออกมาใช้ในไทย แต่หากไทยอนุญาตให้จีนมาสร้างศูนย์ หรือใช้ชิประดับสูง ซึ่งเคยมีข้อกล่าวหาลักษณะนี้กับประเทศมาเลเซีย จนเกิดมาตรการป้องกันแล้ว หากสหรัฐอเมริกาเอาจริง อ้างเรื่องนี้ อาจมีการกำหนดระงับสิทธิการนำเข้าชิประดับสูงของไทย ซึ่งอาจกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีไทยโดยรวม ดังนั้น รัฐบาลต้องมีความชัดเจน และการประชุมของคณะกรรมการ Data Center ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในวันที่ 4 ก.ย. ขอให้นำ7 ข้อกังวลนี้มาร่วมพิจารณาด้วยเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของไทยโดยรวม
ขณะที่ นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า ปัญหาการใช้น้ำประปาในปริมาณมากของ Data Center จากความไม่พร้อมของรัฐไทย เพราะมีข้อมูลว่าจะมีการสร้างศูนย์ Data Center กว่า 70% จะไปอยู่ที่เศรษฐกิจพิเศษในภาคตะวันออก ตนในฐานะสส.เจ้าของพื้นที่มีความกังวลต่อการใช้น้ำ เพราะขณะนี้ภาคตะวันออกยังเผชิญปัญหาการใช้น้ำประปาเพื่อภาคอุตสาหกรรม และน้ำเพื่อการเกษตร ยังไม่จบ จึงควรมีการจำกัดโซนนิ่งว่า ศูนย์Data Center ควรต้องซื้อน้ำใช้ ไม่ใช่แย่งน้ำจากชาวบ้านอีก เพราะ ภาคตะวันออกเคยเจ็บปวดกับโครงการ EEC มาแล้ว เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลยังไม่มีความต่อเนื่องในการดูแล ต้องมาเจอปัญหา Data Center ซ้ำอีก จึงขอให้รัฐบาลมีมาตรการรองรับที่ชัดเจนก่อนในเรื่องหน่วยงานกำกับดูแล และเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่ให้ทำไปก่อนแล้วค่อยกลับมาแก้ไขปัญหาทีหลัง อย่างที่ผ่านมา



















