“สกลธี” เผยตัวเลขช็อกขบวนการ “พ่อทิพย์” ส่อเค้าลามนับหมื่นราย พบช่องโหว่ รพ.เอกชนยังจดมือไร้ระบบไอที ชี้หากปล่อยไว้อาจได้คนต่างด้าวถือครองสิทธิ์ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในอนาคต จี้ สธ. และ ตร. เลิกทำงานเชิงรับ เร่งขยายผลสาวให้ถึงตัวการใหญ่
วันที่ 3 ก.ย.2569 เวลา 12.20 น. ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม กมธ. กรณีพ่อทิพย์ ว่า วันนี้ได้เชิญ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเมื่อวันที่ 23 ก.ค. กทม. มาชี้แจงว่ามีการตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี พบประมาณ 500 กว่าราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ซึ่งมาถึงวันนี้ตรวจย้อนไปตั้งแต่ 2560 – 2569 พบจำนวน 879 ราย ใน 29 เขต และสำรวจมาแล้วว่าเป็นเท็จ และเพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 810 ราย โดยก็มีการดำเนินการทั้งการตรวจดีเอ็นเอ และบางคนก็สารภาพเอง ขณะที่ข้าราชการมีอยู่ประมาณ 3 – 4 เขต ซึ่งเขตธนบุรี มีการให้ออกจากราชการก่อน และมีการสอบสวน ส่งคดีไปยังสน. ท้องที่
นายสกลธี กล่าววา ขณะที่กรมการปกครอง พบตัวเลขที่น่ากลัวกว่านั้น ซึ่งย้อนหลังไปถึงปี 2555 ถึง 2569 พบตัวเลขบุคคลที่น่าสงสัย มีความน่าจะเป็นว่ามีพ่อเป็นคนไทย และมีแม่เป็นคนต่างด้าว ซึ่งเป็นคนจีนประมาณ 10,000 กว่าราย ซึ่งได้ขอเอกสารไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบต่อ โดยน่ากลัวตรงที่ว่าปัจจุบันเป็นดุลพินิจเจ้าหน้าที่ในการให้พ่อ หรือแม่ตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งกรรมาธิการให้ข้อเสนอแนะไปว่าควรจะต้องออกระเบียบให้มีการตรวจให้ชัดเจน เพราะกระบวนการดังกล่าว หากพ่อแม่ไม่ยินยอมให้ตรวจ ก็จะแขวนเอาไว้ในทะเบียนราษฎร์เท่านั้น แต่ในธุรกรรมอื่น เด็กที่เกิดมา หากดูข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบตั้งแต่ 2555 และอีก 5 ถึง 6 ปี เด็กที่เกิดในช่วงนี้ ก็จะบรรลุนิติภาวะ สามารถถือครองทรัพย์สินได้ ในสภาพบังคับ หากพ่อแม่ไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องแขวนไว้เฉย ๆ แต่ธุรกรรมที่เด็กทำก็สามารถทำได้
นายสกลธี กล่าวอีกว่า ส่วนกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้ที่ตรวจชัด มี 10 โรงพยาบาลเอกชน อย่างในโรงพยาบาลเขตธนบุรีพบถึง 164 ราย ที่ต้องสงสัย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และขอติงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข เพราะ 10 โรงพยาบาลที่เข้าไปตรวจ เพราะตำรวจส่งเอกสาร และหลักฐานให้ไปตรวจ แต่อีกหลายโรงพยาบาล ยังไม่มีการตรวจสอบ ไม่ใช่การทำงานเชิงรุก แต่เป็นเชิงรับ จึงมีข้อเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่าให้สั่งการให้หน่วยงานต้องทำงานเชิงรุก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ
“หากมองย้อนกลับไป มี 10,000 กว่าราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตด้านหน้า หรือย้อนหลังไปมากกว่านั้น เด็กที่สามารถบรรลุนิติภาวะ และสามารถทำธุรกรรม เราอาจจะมี สส. เป็นต่างด้าวที่เราไม่รู้ หรือเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตก็ได้ เป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้น อยากให้กระทรวงสาธารณสุขทำงานเชิงรุกมากกว่านี้เพราะมีอำนาจในการเข้าไปตรวจตรวจสอบอยู่แล้ว” นายสกลธี กล่าว
นายสกลธี กล่าวว่า ส่วนตำรวจดำเนินการสืบสวนขยายผล ทางพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เป็นผู้ดูเรื่องนี้ แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถขยายผลไปได้ เพราะขณะนี้เท่าที่ดูจับเฉพาะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเท่านั้น เช่น เงินยังไม่ถึงตัวการอื่น จึงอยากขอให้ละเอียดกว่านี้ และเชื่อว่าขบวนการนี้ต้องมีเอเจนต์ หรือชาวจีนที่เข้ามาดำเนินการอย่างแน่นอน และยังสาวไม่ถึงโรงพยาบาล เพราะเส้นเงินอยู่แค่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่เขต โดยต้องให้ตำรวจขยายผลต่อ และ กมธ. ขอข้อมูลเพิ่มเติม
“บางโรงพยาบาลในช่วงไม่กี่ปี มีเหตุการณ์พ่อทิพย์ ที่เข้าข่ายต้องสงสัยเกือบ 200 กรณี ซึ่งผิดปกติ โดยทางกรมการปกครองได้ให้ข้อมูลมาว่าน่าตกใจว่าตัวเลขในวันนี้เป็นแค่พ่อทิพย์ชาวไทย และแม่ชาวจีนเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลว่ายังมีสัญชาติอื่นด้วย อาจเป็นอินเดีย หรือเมียนมา ซึ่งยังไม่ได้ตรวจสอบ จึงอยากให้มีคณะทำงานในการขยายผลที่ใหญ่กว่านี้ และขณะนี้เรายังตอบไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร ทำเพื่อถือครองสิทธิ์ หรือได้สิทธิ์คนไทยในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อ”นายสกลธี กล่าว
เมื่อถามว่า ที่มีการพูดถึงว่าโรงพยาบาลรัฐเก็บข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนยังใช้การจดบันทึกอยู่นั้นถือเป็นช่องโหว่ในการทุจริตหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า มีโอกาส เพราะโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ ระบบการแจ้งเกิด หรือฐานข้อมูล เป็นอิเล็กทรอนิกส์หมดแล้ว แต่ของโรงพยาบาลเอกชน ยังเป็นการเขียนด้วยลายมืออยู่ ซึ่งก็เป็นข้อเสนอแนะที่กรมการปกครอง เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขทำระบบให้เหมือนโรงพยาบาลรัฐ อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้บอกว่าโรงพยาบาลรัฐไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ตรวจเท่านั้น หากตรวจทั้งหมด แทบจะมีเกือบทุกโรงพยาบาลก็ว่าได้ เพราะตอนนี้เป็นการทำงานเชิงรับของฝ่ายรัฐ และมั่นใจว่ามีมากกว่า 10 โรงพยาบาลแน่นอน ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงระดับชาติอย่างแท้จริง



















