หลังจากที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2569-2593” หรือ PDP 2026 เมื่อวันที่ 8 ก.ย.69 ที่ผ่านมา ถือว่าแผนได้ผ่านขั้นตอนมาอีกก้าวหนึ่ง โดยจะเปิดรับฟังความเห็นทางออนไลน์ไปอีก 1 สัปดาห์ เป็นอันครบจบกระบวนความ จากนั้นจะนำส่งคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และครม.ต่อไป คาดว่าพ.ย.นี้ก็น่าจะเรียบร้อย นำมาใช้ได้
ในเวทีแสดงความเห็นแน่นอนว่าสายพลังงานสะอาด (RE) ครองเวทีก็ต้องการให้มี RE เข้ามาในแผนเยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ อาทิ พลังงานลมนอกชายฝั่ง รวมถึงพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) อยากให้เข้ามาในระบบอีก ซึ่งตามร่างแผน PDP เป็นกำลังผลิตตามนโยบายที่กำหนดให้เข้ามาในระบบ 1,000 เมกะวัตต์ และ 156 เมกะวัตต์ตามลำดับ ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนที่บัดนี้เป็นทางออกเดียวที่สำคัญของการลดปริมาณขยะในประเทศนั้นว่าให้เข้ามาตามแผนเต็มอัตราทำได้แค่ 779 เมกะวัตต์ เพราะพอเข้าระบบแล้วต้องคำนึงว่าแหล่งป้อนขยะเข้าโรงไฟฟ้าต้องมีต่อเนื่อง ซึ่งขยะในประเทศไทยมีเจ้าของหมด
สำหรับร่างแผน PDP ช่วง 12 ปีแรก ระหว่างปี 2569–2580 ไม่น่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง มีการกำหนดกรอบกำลังผลิตใหม่รวมประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) 9,100 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) 300 เมกะวัตต์ แต่หลังจากปี 2580 ได้จัดทำทางเลือกไว้ 4 ทาง หรือ 4 เคส เพื่อรองรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593

ย้ำกันอีกครั้ง เคส 1 กำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (RE) 65% ฟอสซิล 35% เคส 2 สัดส่วนเดียวกัน RE 65% ฟอสซิล 35% แต่มีโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS) เข้ามาช่วยลดคาร์บอน 32 ล้านตันคาร์บอน ซึ่งภาครัฐอาจจะคิดแค่แผนนี้แต่รัฐวิสาหกิจที่ต้องเป็นแกนนำให้ประเทศในการลงทุน CCS อย่างปตท.ต้องคิดไปถึง CCUS ด้วย (Carbon Capture, Utilization and Storage) หมายถึงดักจับอย่างเดียวไม่พอต้องนำไปใช้ต่อได้ เช่น ผลิตเชื้อเพลิงหรือวัสดุก่อสร้าง จึงจะเกิดวงจรพลังงานหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์จริง ซึ่งหากโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ได้เริ่มต้นเก็บในปี 2570 โครงการยักษ์อย่าง Eastern Thailand CCS Hub ก็น่าจะเริ่มต้นนำร่องได้ต่อเนื่อง ทำนำร่องในพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่ม ปตท. จังหวัดระยองและชลบุรีก่อน
มาถึงทางเลือกเคสที่ 3 เป็นทางสุดโต่ง สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก RE 89% ฟอสซิล 11% และเคส 4 RE 73% และฟอสซิล 27% มี CCS มาช่วยลดคาร์บอน 21 ล้านตันคาร์บอน

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. ให้ข้อมูลว่าทุกเคส RE มาไม่ต่ำกว่า 65% ซึ่งแต่ละเคสจะโยงไปถึงแหล่งก๊าซฯ ในอ่าวไทยด้วย เพราะหากว่ามี RE เข้ามามากขึ้นก็จะช่วยลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ สามารถยึดอายุก๊าซฯ ในอ่าวให้มีใช้ยาวออกไปอีก และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในที่สุด
ข้อมูลตอนนี้ไทยเราผลิตก๊าซฯ จากอ่าว 2,740.21 ล้านลบ.ฟุต/วัน (ข้อมูลกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ณ เดือนก.พ.2569) ซึ่งสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากทั้ง 4 เคสนั้น ในเคส 1 และ 2 ต้องใช้ก๊าซฯ 2,455 ล้านลบ.ฟุต/วัน ก็อาจต้องนำเข้า LNG มาใช้บ้างแต่ไม่มากนัก ส่วนเคส 3 จะต้องใช้ก๊าซฯ อยู่ 1,904 ล้านลบ.ฟุต/วัน ก๊าซฯ อ่าวผลิตป้อนเพียงพอ และเคส 3 RE สัดส่วน 89% จะใช้ก๊าซฯ อยู่แค่ 800 ล้านลบ.ฟุต/วันเท่านั้นเอง ปริมาณก๊าซฯ ที่ผลิตจากแปลงสัมปทาน G1/61 ในอ่าวไทยแค่แปลงเดียวก็เอาอยู่
หมายความว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหนทั้ง 4 เคสพึ่งพา LNG น้อยหรือไม่ต้องพึ่งเลย ก็อาจจะทำให้เป็นที่กังวลจากสาย LNG ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มารองรับการนำเข้า LNG ไว้ก็อาจใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นคลังจัดเก็บและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Terminal) และโครงข่ายท่อต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังมีการลงทุนท่าเทียบเรือก๊าซและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) แห่งที่ 3 เพิ่มเข้าไปอีกที่จังหวัดระยองโดยบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินัล จำกัด (GMTP) วงเงินลงทุนถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท กำหนดเปิดใช้งานในปี 2572

อย่างไรก็ตามไม่ปรากฎรายละเอียดในร่างแผน PDP ว่าสัดส่วนกำลังการผลิตจะมาจากโรงไฟฟ้ากี่แห่ง จะต้องเปิดประมูลรับซื้อ RE บิ๊กของบิ๊กกี่ล็อต ต้องมีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) ที่เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซฯ กี่โรง เรื่องนี้ตรงไปตรงมามีการเคาะโดยองค์ประชุมหนึ่งอยู่ที่ลงตัวอย่างไร แต่แผนบนกระดาษที่เราเห็นทั้ง 4 เคส ไม่ว่าเลือกเคสไหนการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลก็ยังมีสัดส่วนอยู่ ขั้นต่ำ 11% ดังนั้นโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ยังอยู่นะ เอาจริงอาจมากกว่า เพราะหาก SMR ซึ่งถูกกำหนดไว้ในทุกทางเลือก 9,000 เมกะวัตต์ปี 2593 หาก SMR ไม่มา หรือมาไม่ทัน ก็หนีไม่พ้นต้องเอาโรงไฟฟ้าก๊าซฯ เข้าระบบบวกด้วย CCS แน่นอน
ดังนั้นร่างแผน PDP 2026 ไม่ได้ปิดประตูตายโรงไฟฟ้าก๊าซฯ เพราะ RE บวกแบตเตอรี่ (BESS) ไม่อาจเพิ่มเข้ามาในระบบถึงเป้า 80-90% ในเร็ววัน แค่เห็นเม็ดเงินลงทุนของทั้ง 3 การไฟฟ้าในช่วงปี 2572-259 ก็หนาวแล้ว อยู่ราว 3-7 แสนล้านบาทสำหรับปรับระบบและติดตั้งอุปกรณ์รองรับ RE ทั้งการขยายและปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า และติดตั้ง STATCOM เพื่อควบคุมแรงดัน รวมถึงแบตเตอรี่เพิ่มเสถียรภาพติดตามสถานีไฟฟ้าต่าง ๆ และลงทุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนเฉี่อย (Synchronous Condenser) ซึ่งเงินลงทุนทั้งหมดหลายแสนล้านนี้มีอาจต้องถูกอัดกลับไปอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานทั้งหมด
ดังนั้นเม็ดเงินระดับแสนล้านบาทก็คงต้องใช้เวลาพอสมควร เอาแค่เพิ่มเข้ามาเป็น 65% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในปี 93 จากปี 69 ที่ RE ผลิตอยู่ในสัดส่วน 17% (รวมพลังน้ำ 5%) ก็ว่าอ่วมแล้ว ต้องลงทุนขั้นต่ำ 3 แสนล้านบาท เพราะอย่าลืมตามแผนมาล็อกด้วยเกณฑ์ความมั่นคง ( LOLE) ไฟฟ้าดับรวมกันใน 1 ปีไม่เกิน 1 วัน หรือ 48 ชม.

ในร่างแผน PDP มีอะไรมากมายที่ซ้อนอยู่ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเกาะติด และแนะนำให้เข้ารูปเข้ารอย เพราะเป็นแผนแห่งความท้าทายของ 3 การไฟฟ้าด้วยว่า จะทำหน้าที่เป็นเพียง “ผู้เฝ้าศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ และดูแลระบบสายส่ง” โดยไม่มีกำลังผลิตในมือเพียงพอจะควบคุมระบบ ได้แต่นั่งมองเอกชนลงทุนผลิตไฟฟ้าและซื้อขายกันอย่างเสรี ระบบเป็นอย่างไรโยนให้ 3 การไฟฟ้าบริหารจัดการเอา ซึ่งเกณฑ์ความมั่นคง ( LOLE ) ที่มาแทนสัดส่วนสำรองไฟฟ้า กำหนดให้ไฟฟ้าดับรวมกันใน 1 ปีไม่เกิน 1 วัน หรือ 48 ชม. เอาเข้าจริงเป็น KPI ของคนเฝ้าระบบ คือ 3 การไฟฟ้านั่นเอง เอกชนไม่มีภารกิจหน้าที่นี้แต่อย่างใด แต่ก็ฝากความหวังไว้กับผู้คุมกฎอย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ที่อยู่ในช่วงเปิดรับสมัครเพื่อให้มีคนมาทำงานเต็มคณะจากที่นั่งประชุมกัน 3 คน ที่จะมาช่วยทำหน้าที่อย่างเป็นกลางให้เอกชนมีหน้าที่ร่วมด้วยช่วยกันดูแลระบบไฟฟ้าของประเทศด้วย ไม่ให้ได้ยินว่ามีแผน PDP แล้วประชาชนได้อะไร ??
มองไปมองมาไม่รู้ใครคือเจ้าของแผน PDP รู้แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติตามแผน แล้วหน่วยงานอื่นล่ะ ?? หรือจะมีแต่คนกำกับแผน หรือเอาจริง แผน PDP คือ แผนส่งเสริมการลงทุนของเอกชน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ PDP 2026 ไม่ใช่แค่แผนผลิตไฟฟ้าแน่นอน แต่เป็นแผนที่มากำหนดชะตาชีวิตของประชาชนทุกคนไม่เฉพาะคนรุ่นนี้แต่ไปจนถึงรุ่นลูกหลาน
ดังนั้นแผน PDP 2026 จึงสมควรถูกคิดอย่างรอบคอบ คิดเสียว่าหากถอดหมวกแล้ว หรือเมื่อไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานกันแล้ว ทุกคน คือ “ผู้ใช้ไฟฟ้า” ธรรมดา ๆ และหากแผนนี้จะมี SMR เป็นบรรทัดสุดท้ายหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องเริ่มสตาร์ตจากการเผยแพร่ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมากับประชาชนทุกกลุ่ม โดยไม่จำต้องพุ่งไปที่คำตอบเดียวว่า “ต้องสร้างให้ได้” แต่ให้เน้นการอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ประชาชนรับทราบเป็นระยะ และหลังร่างแผน PDP 2026 ใช้แล้ว ก็ต้องมีอันต้องทบทวนเป็นจังหวะไป เพราะเชื่อว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วเกินคาดหมาย อาจมีอะไรใหม่ ๆ เข้ามา และ SMR อาจไม่ใช่บรรทัดสุดท้ายก็เป็นได้
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















