ประธาน กกต. เผยเหตุผลมติยกข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 คดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชี้พยานรหัส 16/26 ขาดความน่าเชื่อถือและมีประวัติกลับคำให้การ พร้อมยันผลสอบเส้นทางการเงินไร้ความผิดปกติ แต่จ่อส่ง 26 สว. ดำเนินคดีต่อในข้อหาอื่นที่มีหลักฐานชัดเจน
วันที่ 14 ก.ย.2569 ที่กกต. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงเหตุผลในการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ยืนยันว่า พยานรหัส 16/26 ไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ และไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 โดยนายณรงค์ กล่าวว่า จากการพิจารณาพยานหลักฐาน เห็นว่าพยานบางปากมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะพยานที่กลับคำให้การ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่พยานลักษณะดังกล่าวถูกศาลลงโทษมาแล้ว พร้อมระบุว่า ตนเองเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน จึงให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน ทั้งในประเด็นภูมิหลังทางการเมือง ความสอดคล้องของคำให้การ และระยะเวลาที่พยานเข้าให้การหลังเกิดเหตุ
สำหรับพยานรหัส 16/26 นายณรงค์ ระบุว่า หากตรวจสอบประวัติจะพบว่าเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 11 ปี ในคดีเกี่ยวกับการอายัดย่อยสหกรณ์ออมทรัพย์ครู มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท และปัจจุบันถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากคดีจริยธรรม จึงต้องนำประวัติและความน่าเชื่อถือมาประกอบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ส่วนตัวเห็นว่า ไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เนื่องจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่พบความผิดปกติ ขณะที่ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ แม้จะพบว่ามีการโทรศัพท์หากันบ้าง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการพูดคุยกันในเรื่องใด
ส่วนกรณีการพบปะที่โรงแรมพูลแมน หลังการเลือก สว. มีพยานกล่าวถึงการพบ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานชัดเจนว่าบุคคลทั้งสองเดินทางไปพบกันเพื่อดำเนินการใด จึงสามารถเป็นไปได้หลายทาง แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1
“ย้ำว่า หลักสำคัญในการพิจารณาของตน คือ ต้องยึดพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก และใช้หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามกฎหมาย พร้อมระบุว่าไม่สามารถตอบแทนกรรมการการเลือกตั้งคนอื่นได้ แต่เชื่อว่า กกต.ทุกคนจะใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพยานหลักฐานอย่างเหมาะสม”นายณรงค์ กล่าว
ประธานกกต. กล่าวต่อว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ายังรับฟังไม่ได้ จึงมีผลต่อเนื่องไปยังข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้รับความช่วยเหลือในการเลือก สว. โดยยังไม่สามารถรับฟังได้ว่าบุคคลที่มีชื่อในสำนวนได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บุคคลกลุ่มนี้ยังอาจถูกพิจารณาใน ข้อกล่าวหาอื่น ที่มีพยานหลักฐานแตกต่างกัน เช่น การจูงใจให้เลือกตนเอง หรือการจัดทำโพยและการดำเนินการในลักษณะอื่น จึงเป็นเหตุให้ สว.กลุ่มหนึ่งจำนวน 26 คน ถูก กกต.มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และบางรายอาจมีประเด็นดำเนินคดีอาญาตามข้อกล่าวหาอื่นต่อไป



















