ถ้าหากไล่ดูไทมไลน์ทางการเมือง “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” นำโดย “พรรคประชาชน” (ปชน.) คงยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ…ในเดือนก.ย.69 หรืออาจจะเป็นเดือนต.ค.69 นอกเหนือจากการเปิดศึกซักฟอกแบบลงมติ ฝ่ายค้านยังจะเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติอีกด้วย เพราะในทางการเมืองคงต้องการทำให้รัฐบาล ภายใต้การบริหาโดย “พรรคภูมิใจไทย” (ภท.) บอบช้ำมากที่สุด
โดยมีการคาดหมายว่า ศึกซักฟอกครั้งนี้…จะเข้มข้น และดุเดือดมากที่สุดครั้งหนึ่ง แม้ว่าฝ่ายบริหารจะเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ถึง 1 ปีเต็ม แต่ถ้าปล่อยให้ยึดครองอำนาจ แบบที่ฝ่ายค้านไม่ทำอะไรเลย ก็จะถูกทำให้กลายเป็น “ตายซากทางการเมือง” อีกทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ของพรรค ปชน. ไม่มีทางที่จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เพราะนอกจากจะกำหนดให้สมาชิกสภาร่าง รธน.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งอาจมีปัญหาในทางกฎหมาย เพราะพยายามจะ “ตัดอำนาจ สว.” ไม่ให้เข้ามามีส่วน ให้ความเห็นชอบกับการแก้ไข รธน.
อีกทั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งลงมติในสำนวน “คดีฮั้ว สว.” จาก ผู้ถูกร้องจำนวน 427 คน โดยมีมติเสียงข้างมาก เห็นควรส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อพิจารณา จำนวนรวม 77 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3-7 เท่านั้น ขณะที่ข้อกล่าวหาที่ 1-2 ไม่มีผู้ใดผิด เท่ากับว่า ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง, กรรมการบริหารพรรคการเมือง (กก.บห.) หรือ สส.พรรค ภท. ถูกเอาผิดในเรื่องนี้แต่อย่างใด
เพราะเป็นที่รับรู้กันว่า มีชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี-รมว.มหาดไทย-หัวหน้าพรรค ภท. และ “ครูใหญ่-เนวิน ชิดชอบ” ผู้มากบารมีแห่งพรรคสีน้ำเงิน ถูกกล่าวหาด้วย โดยมี สว.ที่อยู่ระหว่างดำรงตำแหน่ง จำนวน 26 คน มีความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่งต้องส่งไปยังศาลฎีกาพิจารณา
แต่เรื่องยังไม่จบง่าย ๆ เพราะพรรคฝ่ายค้าน บรรดาสว.สำรอง และภาคประชาชนอย่าง “iLaw : ไอลอว์” ต่างประสานเสียง จะเดินหน้าตรวจสอบ “กกต.” อย่างต่อเนื่อง ทั้งเปิดเวทีเพื่อนำรายละเอียดในสำนวนมา “ชำแหละ” ยื่นเรื่องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) ส่งคำร้องไปศาลต่าง ๆ เพื่อให้ตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง บวกรวมกับกระบวนการตรวจสอบในสภาฯ โดยผ่านศึกซักฟอก

ด้าน “ไอติม-พริษฐ์ วัชระสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ระบุว่า “แม้ มติ กกต.เรื่องฮั้วสว.จะเกิดขึ้นไปแล้ว แต่ปัญหานี้จะไม่จบ ทั้ง กกต.ที่ฝ่ายค้านจะจับตา และตรวจสอบอย่างใกล้ชิดว่า สำนวนของ กกต.ที่จะส่งให้ศาลฎีกา จะเป็นสำนวนที่ไม่ได้จงใจทำให้อ่อนหรือไม่ และการฟ้องร้องมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ในมาตรา 69 ด้วย ซึ่งง่ายกว่าความผิด มาตรา 157 และยังเอาผิดถึงอนุกรรมการได้ด้วย ดังนั้น คณะอนุฯชุดที่ 36 ก็จะไม่จบเช่นกัน รวมถึงกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา ก็จะไม่จบเช่นเดียวกัน ทั้งในเชิงกฎหมาย และเชิงการเมือง ในเชิงกฎหมาย ผู้ไม่ถูกสั่งฟ้องก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะการไต่สวนในชั้นศาลฎีกา หากปรากฏหลักฐานที่เชื่อมโยง กกต.ก็มีหน้าที่สอบสวนต่อ และสั่งฟ้อง”
“พริษฐ์” ระบุด้วยว่า ส่วนผู้ที่ไม่ได้ถูกสั่งฟ้องนั้น ภายในเดือนก.ย.นี้ พรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งฝ่ายค้าน ก็ระบุชัดเจนว่า เรื่องนี้ อยู่ในเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน แต่ได้ยินมาว่า มีความพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวอภิปรายได้ ในอดีตมักจะอ้างว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดในรัฐบาล ซึ่งเหตุผลนี้ถูกหักล้างได้ เพราะสามารถอภิปรายรัฐมนตรีหลายคนก่อน เข้ารับตำแหน่งได้ แต่เหตุผลใหม่ ที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. อ้างว่าไม่สามารถอภิปรายได้ เพราะ กกต.ไม่สั่งฟ้อง รัฐมนตรีจึงไม่มีความผิดนั้น นายศุภชัยจะมองอย่างนั้นก็ได้ แต่ในมุมกลับ เหตุผลที่รัฐมนตรีพรรค ภท.ไม่ผิด ไม่ใช่ทำผิด แต่มติ กกต.ถือเป็นใบเสร็จ ที่อาจจะมีกลุ่มการเมือง แทรกแซงองค์กรอิสระ และไม่ได้พบเฉพาะมติ กกต. แต่ยังพบในมติ ป.ป.ช.ที่ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ
“ดังนั้น เหตุผลเดียวที่นายกฯ และกก.บห.พรรค ภท. ที่ไม่ต้องไปศาลฎีกา ก็เพราะ กกต. 4 คน ที่มาจาก สว.สีน้ำเงิน จงใจใช้ดุลยพินิจที่เป็นคุณ ต่อผู้ถูกกล่าวหา ที่มีพระคุณต่อ กกต. ดังนั้น แม้มติ กกต.จะน่าผิดหวัง แต่ตนเชื่อว่า เรื่องนี้ ไม่จบแน่” พริษฐ์ กล่าวย้ำ

ส่วน “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านฯ ได้มาขยายความเรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า “ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในกรอบสมัยการประชุมนี้แน่นอน เชื่อว่าอยู่ภายในช่วงเดือนต.ค. ไม่เกินต้นเดือนพ.ย.แน่นอน ที่ญัตติจะเข้าสู่สภา แต่ยังให้รายละเอียดได้ไม่มาก”
ที่กลายเป็นคำถามคือ พรรค ภท.จะยอมให้มีการอภิปรายเรื่องฮั้วสว.หรือไม่ เพราะถือว่า กกต.ไม่สั่งฟ้องผู้บริหารพรรค ภท.ไปแล้ว ฝ่ายค้านยังจะมีความชอบธรรม ในการนำมาใช้ซักฟอกหรือไม่
แต่ที่น่าจะหาคำตอบมากกว่านั้น นอกจากพรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)-พรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่มีสส. 58 เสียง จะร่วมด้วยหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเอกภาพ ในการทำงานมาโดยตลอด
ยิ่งภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนก.พ.69 ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ทั้งพรรค ปชน.และพรรค ปชป. ประกาศชัดจะไม่ร่วมทำงานในฐานะวิปฝ่ายค้านกับ “พรรค กธ.” โดยแกนนำพรรคอ้างว่า มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์มี ความมัวซัว จนทำให้มีการตอบโต้ออกมาจาก “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรค กธ.
เชื่อว่าจากปัญหาครั้งนั้น ยังน่าจะทำมีความไม่พอใจลึก ๆ จาก “หัวหน้าพรรค กธ.” จะเห็นว่าช่วงมีการพบปะกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะไม่เคยเห็น “ผู้กองธรรมนัส” ไปร่วมกิจกรรมกับพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็น “ปลาคนละน้ำ” ก็ว่าได้
ยิ่งในการพิจารณาเรื่องสำคัญในสภาฯ ทั้งพ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท “พรรคสีเขียว” ก็งดออกเสียง และยังให้ความเห็นชอบกับพ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเพียงพรรคที่คอยเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ได้มุ่งมั่นในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ผู้มีอำนาจเต็มในพรรค กธ. ก็ไม่สนใจ เพราะในทางการเมือง เป็นเรื่องของแต่ละพรรค ที่จะเลือกทางเดินของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่พรรคอื่น จะมาขีดเส้นให้ใครเดินตามทางของตนเอง
โดย “ร.อ.ธรรมนัส” กล่าวถึงการลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 ว่า เป็นไปตามมติและแนวทางเดียวกันของพรรค โดยสมาชิกทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน ยึดหลักเหตุผล ความรับผิดชอบ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ตลอดการพิจารณางบประมาณฯ พรรค กธ.ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งตรวจสอบ ตั้งคำถาม และทักท้วงในประเด็นที่เห็นว่า ต้องได้รับความชัดเจน ขณะเดียวกัน หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและช่วยให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ พรรคก็พร้อมให้การสนับสนุน พรรค กธ.มีเอกภาพ เราคิดและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีใครแตกแถวแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศ

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 8 ก.ย.69 ภายหลังมีกระแสข่าว อาจดึงพรรค กธ.เข้าร่วมรัฐบาลนั้น ปรากฏภาพที่ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ช่วงเช้าก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย “อรรถกร ศิริลัทธยากร” สส.ฉะเชิงเทรา-โฆษกพรรค กธ.-อดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้มาพบ “สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล” รมว.การท่องเที่ยวฯ จากนั้น “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้เข้ามาทักทาย จับแขน “อรรถกร”
จนถูกผู้สื่อข่าวแซว “อรรถกร” ว่า “ไหนว่าจะมาเดือนพ.ย.” ทำให้ “อรรถกร” ตอบกลับว่า “ใจผมอยู่กับพี่แบด ตั้งแต่วันแรกแล้ว”
เมื่อถามย้ำว่า ที่มาวันนี้จะมาร่วมรัฐบาล หรือมาร่วมกับพรรค ภท. “อรรถกร” กล่าวว่า “เป็นเรื่องผู้หลักผู้ใหญ่คุยกัน ผมคุยกับนายภราดรตลอด คุยกันทุกวันเกี่ยวกับงานรัฐสภาว่า จะทำอย่างไรรัฐบาลถึงจะผ่านกฎหมาย ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเราพร้อมช่วย”
แต่ไฮไลท์สำคัญที่ทำให้สังคมการเมืองฮือฮามากที่สุด คือการกลับคำให้การของพยานบุคคลในคดีฮั้ว สว.
อันประกอบด้วย 1.“เอกราช ช่างเหลา” (พยานรหัส 16/26) โดยบทบาทเดิม อดีต สส.ขอนแก่น (เคยสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรค ภท. ก่อนย้ายไปพรรค กธ.) โดยพฤติการณ์เป็นประจักษ์พยานปากเอก ที่เดิมให้การซัดทอดอย่างละเอียด เกี่ยวกับกระบวนการวางแผน จัดทำโพย พัฒนาโปรแกรมคำนวณคะแนน และระบุชื่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย แต่ต่อมาได้ยื่นหนังสือขอกลับคำให้การ โดยอ้างว่าในช่วงปี 2568 ถูกกดดันและข่มขู่จากบุคคลลึกลับ เพื่อให้การใส่ร้ายพรรค ภท.
2.“อัษฎางค์ แสวงการ” (พยานรหัส 21/26) โดยมีบทบาทเป็น สว.จังหวัดขอนแก่น กลุ่มที่ 3 และ 3.“ขจรศักดิ์ ศรีวิราช” (พยานรหัส 22/26) ที่มีบทบาทเป็น สว.จังหวัดพะเยา กลุ่มที่ 19 (อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ และมีสถานะเป็น “พ่อตา” ของร.อ.ธรรมนัส) ซึ่งมีผลทำให้ “กกต.”ยกคำร้องในส่วนเกี่ยวข้องกับแกนนำ ภท. ในคดีฮั้ว สว.
เมื่อท่าทีของพรรค กธ. แสดงความมีมิตรไมตรี ที่มีต่อพรรค ภท.มากขนาดนั้น ดังนั้นเมื่อมีสื่อมวลชนไปสอบถาม “นายกฯอนุทิน” ถึงโอกาสพรรค กธ.มีโอกาสร่วมรัฐบาลใน 4 ปีนี้หรือไม่ คำตอบที่ได้คือ “การเมืองมันไม่มีคำว่า ไม่มีโอกาส”
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า การปรับครม. โดยมีพรรค กธ.เข้ามาร่วมด้วย นายกฯ ตอบว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด”
เมื่อถามอีกว่า ตอนนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ผมว่าสัญญาณที่ดี ในความที่พี่น้องประชาชน จะได้เห็นรัฐบาลของเขา รัฐบาลของพี่น้องประชาชน มีความมั่นคงมีเสถียรภาพ มีความแข็งแกร่ง คนต่างชาติหรือคนที่จะทำธุรกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทย ก็จะได้มีความมั่นใจ นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลว่า จะได้รับการตอบสนองและได้รับการผลักดัน”
ในทางการเมืองการสร้างความสัมพันธ์ กับเพื่อนต่างพรรค ถือเป็นเรื่องสำคัญ แม้จะอยู่กันคนละฝ่าย ยิ่งมีข่าวก่อนจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” มีคำขอจาก “อดีตหัวหน้าพรรคการเมือง” ที่มีความสัมพันธ์ดีกับ “หัวหน้าพรรค ภท.” ขอร้องไม่ให้ดึง “พรรค กธ.” เข้าร่วมรัฐบาล เพราะไม่พอใจกรณี “คนใกล้ชิด” ถูกตรวจสอบทรัพย์สิน และมีความเชื่อว่า เกิดจาก “ผู้มากบารมีในพรรค กธ.”
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแล้ว เงื่อนไขต่าง ๆ ผ่อนคลายลง จึงมีความเป็นไปได้ที่ “อนุทิน” อาจดึง “พรรค กธ.” เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง เพราะไม่แน่ใจการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย (พท.) ในช่วงที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากพรรคฝ่ายค้านนำเรื่องฮั้ว สว. มาอภิปราย และกระแสสังคมกดดันพรรคร่วมรัฐบาล ในฐานะที่เคยตรวจสอบคดีฮั้ว สว. แสดงจุดยืนทางการเมือง หากพรรค ภท.ไม่เตรียมการป้องกันไว้ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง…อาจตั้งรับไม่ทัน
การปรับครม. พรรคแกนนำรัฐบาล อาจะไม่ลดโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะยังมีตำแหน่งว่างอีก 1 เก้าอี้ ซึ่งเดิมมีข่าวจะทาบทาม “พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี” อดีตผบ.ทสท. มาทำหน้าที่รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง แต่พอสถานการณ์เปลี่ยนไป พรรค ภท.อาจคิดว่า การนำโควตารัฐมนตรี มาจัดสรรให้พรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะที่ผ่านมา “นายกฯอนุทิน” ก็ดูแลงานด้านความมั่นคง และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงไม่จำเป็นต้องตั้งใครมาทำหน้าที่ประสานงาน กับหน่วยงานด้านความมั่นคง ยิ่ง “หัวหน้ารัฐบาล” ไม่ล้วงลูกการแต่งตั้งโยกย้าย ยิ่งทำให้ “บรรดาผบ.เหล่าทัพ” พอใจกับบทบาทฝ่ายการเมือง

ส่วนสูตรการจัดตั้ง รัฐบาล “แดง-เขียว-ส้ม” ก็ไม่น่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะพรรค ปชน.เคยประกาศว่า จะไม่ร่วมงานกับพรรค กธ. ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยมองว่า มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ รวมทั้งพรรค ปชป. ก็ประกาศไม่ร่วมงานกับพรรค กธ. และต่อให้ทั้งพรรค พท. จับมือกับ พรรคปชน.-พรรคกธ.-พรรคปชป. ก็มีเสียงหมิ่นเหม่ ได้เสียงสส.เพียง 274 เสียง
นั่นหมายความว่า พรรค ภท. ยังมีแต้มต่อทางการเมือง มากว่าพรรค ปชน. และพรรค พท. เพราะมีพันธมิตรพร้อมร่วมงาน มากกว่า ยิ่งถ้าดึง “พรรค กธ.” เข้าร่วมรัฐบาล ก็ทำให้เสถียรภาพของฝ่ายบริหาร แน่นปึ๊กมากกว่าเดิม ยกเว้นจะมีปัญหาและต้องตัด “พรรค พท.” ทิ้งจากสมการการเมือง
ยิ่งล่าสุด สด ๆ ร้อน ๆ “พรรคส้ม-ปชน.” เพิ่งปรับ “พรรค กธ.” ออกจากการเป็น “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” คงเป็นเพราะได้รับ “สัญญาณบางอย่าง” จึงไม่ให้มีมีส่วนร่วมกับการทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล เพราะเกรงข้อมูจะรั่วไหล…ก็เป็นได้
…………………………..
คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก
โดย…“แมวสีขาว”



















