เร่งสร้างสรรค์“มาตรการพลังงานใหม่ ๆ” ถึงเวลารัฐบาลต้องช่วยประชาชนจริงจัง

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

เลิกอ้อนวอนและยอมรับความจริงกันเสียเถิดว่า ราคาน้ำมัน จะไม่กลับมาลิตรละ 20-30 บาทอีก ก็เมื่อความผันผวน และราคาน้ำมันแพงเป็น New Normal แล้ว การยังฝันค้างและคาดหวังว่า เหตุการณ์จะสงบโดยเร็ว ราคาพลังงานจะลดฮวบกลับไปเท่าก่อนสงคราม เท่ากับไร้ศักยภาพในการเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับวิกฤติราคาพลังงานที่จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

การไม่ประเมินเหตุการณ์ล่วงหน้า และเตรียมพร้อมจะนำมาซึ่ง “หายนะของรัฐบาล” อย่างที่เราเห็นกรณีอุทกภัยที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลสั่นคลอนไม่น้อย เพราะรัฐบาลมองว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวเหตุการณ์สงบ ก็กลับไปที่ราคาเดิม หรือเดี๋ยวน้ำก็ลด จริง ๆ จะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เพราะ โลกเปลี่ยนแปลงไป ทั้งทางกายภาพ ความคิดและพฤติกรรมของผู้คน

ในส่วนของ “พลังงาน” เราได้รับผลกระทบมาตั้งแต่มีนาคม 2569 ตอนนั้น ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน ก็มองเหมือนเดิม “เดี๋ยวเขาก็คุยกันได้ เดี๋ยวเหตุการณ์ก็คลี่คลาย” เหมือนวิกฤติพลังงานที่เกิดมาหลายครั้ง

แต่ปีนี้หาเป็นเช่นเดิมไม่ ราคาพลังงานแพงยังไม่จบ บวกซ้ำด้วยน้ำท่วม ทำให้ข้าวของแพงดับเบิ้ล ประชาชนจำนวนมากล่มสลายทางเศรษฐกิจ ต้องเร่งเยียวยาและแก้ปัญหาระยะยาว

ที่สำคัญ…ต้องเลิกคิดว่า ปัจจัยทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นจะเหมือนปีที่แล้ว ๆ มา “ไม่เหมือนแน่นอน” แถมจะมีปัจจัยใหม่ ๆ มากระทบได้อีก เพราะการเมืองระหว่างประเทศอยู่นอกการควบคุม ผู้ใช้น้ำมันทั่วโลก รวมถึงคนไทยไม่รู้หรอกว่า “เกมกำลังเดินไปทางไหน” และภัยพิบัติก็อยู่นอกการควบคุมเช่นกัน

ที่แน่ ๆ คือ อุตสาหกรรมน้ำมันต้องการดันราคาให้ไปสู่ระดับราคาใหม่ สิ่งที่ทำได้คือ “มองไกล คิดใหม่ทำใหม่” และ “ทำแผนเผชิญหน้ากับวิกฤติ” ซึ่งสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งในโลกยุคใหม่ อาจสำคัญกว่าการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจเสียด้วยซ้ำไป

อย่างสงครามตะวันออกกลาง จะสงบก็ไม่สงบเสียที แปลว่า “ความไม่สงบจะกลายเป็นปกติ” ข้อมูลพลังงาน พบว่า ตอนนี้สถานการณ์สงครามก็กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่ม Houthi ในเยเมน และเหตุการณ์โจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังรุนแรงต่อเนื่อง ส่วนสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็ไม่จบอีก เมื่อวันที่ 15 ต.ค.69 ยูเครนประกาศยกเลิกข้อตกลงหยุดยิงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย และโจมตีโรงกลั่น Ryazan ของรัสเซีย กำลังการผลิต 342,000 บาร์เรลต่อวัน จนต้องยุติการดำเนินงาน รัสเซียก็ตอบโต้กลับไปที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานของยูเครนเช่นกันรวม 15 แห่ง จนเกิดปัญหาไฟฟ้าดับกินพื้นที่กว้างในหลายภูมิภาค

ตอนนี้ทุกอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหมดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เมื่อเศรษฐกิจชะงัก ทุกองค์กรต้องมีโครงสร้างที่กระชับ ไม่เช่นนั้น…ก็ไม่รอด การลดคนทำงานเกิดขึ้นทุกที่ รายได้ของประชาชนก็ลดลง บริโภคน้อยลง อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่มาตอบสนองความต้องการก็กระทบเป็นวงจร แต่ที่ตามมาแน่นอน คือ ปัญหาสังคม ความรุนแรง ยาเสพติด จะยกเว้นก็คงมีเพียงอุตสาหกรรมผลิตอาวุธ และสแกมเมอร์ที่ยังเติบโต

เหตุการณ์จลาจลในฝรั่งเศส น่าจะเป็นที่ประจักษ์ว่า อะไรเกิดขึ้นกับความคิดของประชาชนหาเช้ากินค่ำ เมื่อเขามองไปยังคนที่มีโอกาสล้นเหลือ ตอนนี้หลายประเทศหวาดหวั่นว่า จะเกิดเช่นเดียวกับฝรั่งเศส หากผู้นำประเทศไม่เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ หายนะจะกลับมาที่ตัวผู้นำเอง

ก็แม้แต่ผู้คุมกฎโลกอย่างสหรัฐฯ เห็นท่าไม่ดี ยังต้องยอมถอยโดยผ่อนปรนระงับมาตรการคว่ำบาตรและกำแพงภาษีต่อรัสเซียชั่วคราว เพื่อให้รัสเซียสามารถส่งออกน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกได้ เพื่อผ่อนคลายราคาพลังงาน ส่วนยุโรปก็กำลังนำดีเซลกลั่นสำเร็จรูป 100 ล้านบาร์เรลออกจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ภายในช่วง 4 เดือนข้างหน้า เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด และทำให้ราคาน้ำมันในตลาดลดต่ำลง กดราคาให้ลดลง

แต่อย่าเพิ่งดีใจไป ราคาน้ำมันในช่วงเดือนต.ค.-พ.ย.69 ก็ยังประเมินจะไม่ได้ลดมาต่ำมาก กลุ่ม PRISM ทีมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านพลังงานของกลุ่มปตท.ประเมินว่าจะแขวนสูงในระดับ 95-105 สหรัฐต่อบาร์เรลจากความไม่แน่นอนในการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิร่าน

ตอนนี้ที่สหรัฐฯ ราคาขายปลีกดีเซลปาไปเกือบ 58 บาทต่อลิตร “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็รู้ว่า ราคาน้ำมันแพงอย่างนี้ ตัวเขาก็ไปไม่รอดจากความไม่พอใจของประชาชน จึงต้องงัดมาตรการใหม่มาใช้ เพื่อลดต้นทุนพลังงานในประเทศ

โดย ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเปิดทางให้ผู้ขับขี่ยานยนต์ที่วิ่งบนถนนสาธารณะ สามารถใช้ “น้ำมันดีเซลย้อมสีแดง” ได้เป็นการชั่วคราว ซึ่งน้ำมันประเภทนี้เป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติแทบไม่ต่างจากน้ำมันดีเซลทั่วไป แต่ปกติจะกำหนดให้ใช้เฉพาะในเครื่องจักรการเกษตรและยานพาหนะนอกถนนเท่านั้น เช่น เครื่องจักรก่อสร้าง และยังเลื่อนการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันประเภทนี้จนถึงสิ้นปี พร้อมให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกภาษีดังกล่าวทั้งหมดต่อไป เพื่อ บรรเทาความเดือดร้อนของชาวอเมริกันจากราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูง

ไม่ใช่คำสั่งเอาเท่ แต่เขาให้ทุกภาคส่วน ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงน้ำมันประเภทนี้ได้ด้วย โดยให้กระทรวงคมนาคมประสานงานกับรัฐบาลของแต่ละรัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสหภาพแรงงาน ส่วนกระทรวงเกษตรดูแลให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงน้ำมันดีเซลย้อมแดงได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร คนขับรถบรรทุก และแรงงาน โดยประเมินตัวเลขไว้ว่ามาตรการนี้จะช่วยประหยัดค่าเติมน้ำมันได้มากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง คิดเป็นเงินไทยราว 3,359 บาทเลยทีเดียว

แล้ว ประเทศไทย ล่ะ ผู้บริหารประเทศรับมืออย่างไรกับวิกฤติราคาน้ำมัน เราเห็นแต่ข่าวประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) แล้วก็ประกาศออกมาซ้ำ ๆ ว่า กองทุนฯ รับภาระไม่ไหวต้องขึ้นราคา

อย่างล่าสุด “ราคาน้ำมันดีเซลตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นประมาณ 178 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินพุ่งสูงประมาณ 136 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 229 ล้านบาท ดังนั้น กบน. จึงมีความจำเป็นในการปรับกลไกการจัดเก็บและชดเชยเงินกองทุนน้ำมันฯ”

ที่บอกต้องบอกคือ ถึงเวลาสร้างสรรค์มาตรการใหม่ ๆ จะลอกมาตรการต่างประเทศมาใช้หากเหมาะสม ก็คงไม่มีใครว่า ตอนนี้ต้องใช้วิกฤติเป็นโอกาส อย่างตอนวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ช่วงปี 2539-2540 ก็เกิดการผลักดันให้เกิด “โครงการรวมพลังหาร 2” แก้ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ที่ช่วยจุดประกายจิตสำนึกของประชาชนในการช่วยกันประหยัดพลังงานอย่างได้ผล รวมถึงยังเป็นจุดตั้งต้นของโครงการ “ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5” ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนจนถึงตอนนี้

ตอนนี้ถึงเวลารัฐบาลต้องรวมพลังจับมือทุกภาคส่วน ช่วยกันคิดมาตรการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ มาช่วยลดผลกระทบให้ประชาชนทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกับการสื่อสารที่ชัดเจนให้ประชาชน ปรับตัวกับโลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img