‘จตุพร’ชี้‘ทักษิณ’เดินหมาก‘กวนน้ำให้ขุ่น’ ลากศึกซักฟอกไปเสี่ยง-ระทึกถึงวันโหวต

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

”จตุพร”คาด”ทักษิณ’ ขยับเกมขอนิรโทษฯ เริ่มเป็นหมากกวนน้ำให้ขุ่น ลากศึกซักฟอกไปเสี่ยง ปั่นเพิ่มราคา กธ.-ธรรมนัส พุ่ง จับตา! ภท.-พท.วุ่นแก้เกมกันไปมา ป่วนระทึกถึงวันโหวตการเมืองจะเปลี่ยนหรือไม่?

เมื่อ 19 ต.ค. 69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อนเมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า ทักษิณ ชินวัตร ให้ฝ่ายกฎหมายยื่นขอพิจารณาได้รับสิทธิ์ตามกฎหมายสร้างเสริมสังคมสัติสุข 2569 (นิรโทษกรรม) หรือไม่ ในช่วงฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ (ซักฟอก) จึงเกิดเกมการเมืองทำให้พรรคภูมิใจไทย แกนนำรัฐบาลอยู่กับความเสี่ยงยิ่งขึ้น

การเคลื่อนไหวทางการเมืองมีขณะนี้ มีความคิดหลากหลายกับทักษิณ ยื่นขอนิรโทษฯ นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีต สส.เพื่อไทย ตำหนิผู้ขัดขวางแรงถึงขั้นระบุว่า จิตใจต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ ส่วนนักกฎหมาย นายวัส ติงสมิตร เห็นว่า คดีและโทษของทักษิณ ไม่เข้าคุณสมบัติตาม พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข 2569 เพราะมีข้อต้องห้ามในคดีใดคดีหนึ่งจาก 3 คดีคือ คดีฆ่าคนตาย คดี ม.112 และการทุจริต จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม

อีกอย่าง การยื่นขอนิรโทษกรรมนั้น ทักษิณ ยังยื่นในวันเดียวกับฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รมต.พรรคภูมิใจไทย คือวันที่ 8 ต.ค. และตลอดช่วงการพิจารณากฎหมายนี้สังคมเข้าใจว่า คดีของทักษิณต้องโทษจะไม่เข้าคุณสมบัติให้นิรโทษฯ ดังนั้น การขยับตัวให้ฝ่ายกฎหมายไปยื่นให้พิจารณาสิทธิทางการเมือง ย่อมเป็นหมากเกมที่ใครก็เชื่อเช่นนั้น

“คุณจักรภพ (เพ็ญแข) มีความเห็นเชิงให้สติกับทักษิณ ถึงจังหวะการยื่นขอนิรโทษกรรมเหมาะสมหรือไม่ ส่วนคุณก่อแก้ว เห็นว่า ต้องได้รับสิทธิทางการเมืองกลับคืน ที่สำคัญนายณัฐวุฒิ (ใสยเกื้อ) ในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการพิจารณาการนิรโทษกรรมของ สภา สส.ยังไม่พูด ไม่แสดงความเห็นเลย”

อย่างไรก็ตาม ในอดีตเมื่อปลายปี 2556 แม้การพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมมีเจตนาให้สิทธิ์ประชาชนในคดีชุมนุมทางการเมืองได้รับการนิรโทษ แต่เมื่อถูกขยายไปถึงขั้นนิโทษกรรมสุดซอย เพื่อเปิดโอกาสให้ทักษิณ ได้รับสิทธิ์ด้วย กลับเพิ่มการต่อต้านของสังคมมากขึ้น จนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องยุบสภาเมื่อธันวาคม 2556 ที่สำคัญทำลายโอกาสเดียวของประชาชนจะได้รับสิทธินิรโทษกรรมจนหมดสิ้น

ในขณะนั้น ตนได้เตือนสติอย่าได้กระทำ ถ้าจะทำเรื่องตัวเองต้องเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง แม้พยายามควานหาความสำเร็จ แต่ไม่เจอ ไม่ได้ จนกระทั่งครั้งนี้สภาออกกฎหมายนิรโทษฯ สำเร็จเพราะกำหนด 3 เงื่อนไขต้องห้าม คือ ไม่นิรโทษกรรมในคดีทุจริต คดี ม.112 และคดีฆ่าคนตาย โดยคดีทุจริตเป็นคดีต้องห้ามถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต ส่วนคดี 112 ให้ไปยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเป็นส่วนตัวได้ สำหรับคดีฆ่าคนตายย่อมว่ากันตามความผิด

“มาครั้งนี้ พอมีการประกาศใช้ (การนิรโทษฯ) ทักษิณ มายื่นขอรับสิทธิ์ พูดง่ายๆ ว่า น้ำใสๆ ก็จะขุ่นขึ้นมาใหม่อีกรอบ เพราะจะเป็นเรื่องเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แบบที่คุณจักรภพ วิเคราะห์ ดังนั้น ข้อเสนอของจักรภพ ถ้าคนฟังมีสติก็เป็นเรื่องที่รับฟัง แตผมเห็นว่าจะยื่นตอนไหนก็ไม่เข้าคุณสมบัติอยู่ดี”

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งสำคัญเรื่องนี้จึงต้องติดตาม เพราะจะเป็นเรื่องถูกลากมาสู่เกมการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ โดยวันอภิปรายกำหนดไว้คร่าวๆ ช่วง 27-30 ต.ค.นี้ ซึ่งจะ 3 วันหรือมากกว่านั้น ยังต่อรองกันอยู่

“ส่วนผมเห็นว่า ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลก็ตาม ถ้าใช้เวลาน้อยแล้วอภิปรายได้ใจความ ได้เนื้อหา ไม่ลากเวลาให้น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง เพราะคนทุกวันนี้ไม่อยากฟังอะไรนานๆ ต้องการเข้าเนื้อ ใช้เวลาน้อยๆ ได้ใจความครบถ้วน คนจะติดตามฟัง ประชาชนจะได้ตัดสินใจ”

อีกทั้งกล่าวถึงรูปถ่ายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นัดรับประทานอาหารว่า เป็นการขยับทางการเมือง เพราะพรรคแกนหลักย่อมอ่านออก ถ้าปล่อยให้การขยับของทักษิณ ยื่นขอนิรโทษกรรมจะนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งจะใหญ่กว่าการอภิปรายที่พรรคฝ่ายค้านจะเติมคำพูดให้พรรคเพื่อไทยดูดีกว่าพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น ถ้าเกิดรวมตัวระหว่าง แดง-ส้ม-ฟ้า (เพื่อไทย-ประชาชน-ประชาธิปัตย์) ก็คว่ำรัฐบาลได้ทันที

“เมื่อเกิดปรากฎการณ์น้ำเงิน (ภูมิใจไทย) กับเขียว (กล้าธรรม) แสดงว่า น้ำเงินไม่ประมาทในสถานการณ์ข้างหน้า เพราะถ้าพลาดพลั้งไป อีกซีกหนึ่งโหวตคว่ำก็พ้นทันที เพราะการโหวตต้องโหวตนายกฯ ก่อน ถ้ากล้าธรรมโหวตสวน และเพื่อไทยไปทิศทางเดียวกับฝ่ายค้าน หากมติไม่ผ่าน รมต.ที่เหลือก็พ้นตำแหน่งโดยปริยาย”

ดังนั้น ในทางการเมืองจึงไม่มีใครคิดมุมเสี่ยง คือ การขยับของพรรคเพื่อไทย แต่รัฐบาลต้องได้ร่วมมือกับพรรคกล้าธรรมด้วย ด้วยเหตุนี้กล้าธรรมจึงมีราคาขึ้นเพื่อไว้ต่อรองกับเพื่อไทยโหวตสวนมติฝ่ายรัฐบาล หากเพื่อไทยโหวตตามรัฐบาลแล้วกล้าธรรมก็ไม่มีอะไร ถึงที่สุดความไม่ประมาทกับพรรคเพื่อไทยนั้น ภูมิใจไทยไม่มองข้ามเลย จึงต้องตัดเกม

ประเมินกันว่า ขณะนี้ การเมืองมาถึงจุดกล้าธรรมมีราคาขึ้นในจังหวะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะหากกล้าธรรมไปร่วมกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาลโดยได้รับประโยชน์ไม่แตกต่างหรือสูงกว่าภูมิใจไทยมอบให้แล้ว ภูมิใจไทยย่อมเสี่ยง

“การขยับหมากยื่นขอสิทธินิรโทษกรรมในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็ขยับ คงไม่เป็นอย่างนั้น แต่ย่อมคิดถึงการกำหนดเกมกันอย่างไรด้วย แต่ทั้งหมดเมื่อมีการวางหมาก ย่อมมีหมากแก้สลับกันไปมา”

ถึงที่สุดแล้ว สิ่งต้องติดตามถัดจากนี้จึงอยู่ที่จังหวะกำหนดหมากทางการเมือง เหตุนี้จึงพูดได้ว่า ถ้าไม่มีการขยับหมากของทักษิณแล้ว ทางการเมืองย่อมไม่มีประเด็นอะไรขึ้นมา ดังนั้นภูมิใจไทยจึงวุ่นกับการแก้เกมการเมือง ส่วนการแก้ปัญหาให้ประชาชนจึงชะงัก

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img