“ครม.เงา” เตือนรัฐบาลอย่าหลงคำชมจัดประชุมธนาคารโลกสุดเริ่ด แต่เมินเสียงติง ไร้มาตรการจัดหางานคนไทยรับมือในอนาคต ซ้ำเล็งแก้สูตรเสกตัวเลขมหัศจรรย์ ดันจีดีพีสูง ผิดหวังสกัดภาคประชาชนมีส่วนร่วม
วันที่ 19 ต.ค.2569 เวลา 09.57 น. ที่รัฐสภา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรประชาชน แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ต่อกรณีการจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ว่า ตนขอชื่นชมไปรัฐบาล และหน่วยราชการที่จัดการประชุมได้อย่างเรียบร้อย แต่เรามี 2 เรื่อง ที่จะฝากไปถึงรัฐบาลคือ 1. เป็นที่น่าเสียดายที่มีการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเทศ ทั้งที่รัฐบาลประกาศขอเป็นสะพานเชื่อมโลกให้ประเทศต่างๆ ไว้ใจ มาลงทุนที่ประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มผู้ประท้วง ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของธนาคารโลกและ IMF โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในประเทศไทยมายาวนาน ซึ่งจะเห็นว่าทาง IMF มีผู้ไปรับฟังกลุ่มผู้จำนวนประท้วงว่า มีข้อเรียกร้องมีปัญหาอย่างไร แต่รัฐบาลไทยกลับไม่ส่งคนไปรับฟังเลย ขณะเดียวกัน ในเวทีการประชุม ก็มีการจัดให้ภาคประชาสังคมนานาชาติ ได้มาพูดคุยและแสดงความไม่เห็นด้วย สะท้อนมุมมองต่างๆ แต่น่าเสียดายไม่มีเวทีเหล่านี้สำหรับประชาสังคมของประเทศไทย
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า 2. วาระที่ IMF ให้ความสำคัญคือการจ้างงาน โดยประเมินว่า 10 ปีข้างหน้าจะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน 1,200 ล้านคนทั่วโลก แต่จะมีคนได้งานเพียง 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น หรือ 1 ใน 3 ฉะนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า มีคนเสี่ยงตกงานถึง 2 ใน 3 ซึ่งรัฐบาลไทยก็ขึ้นเวทีประกาศร่วม แต่กลับไม่มีแผนที่ชัดเจนว่าจะมีการเตรียมพร้อมอย่างไร จะสนับสนุนการจ้างงานคนรุ่นใหม่ หรือคนที่อยู่ในตลาดงาน แต่เสี่ยงตกงานอย่างไร สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับการลงทุน ตัวเลข GDP แต่ไม่ได้เตรียมความพร้อม เช่นการลงทุนจะนำไปสู่การจ้างงานในประเทศแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เรื่อง GDP เองรัฐบาลบอกว่าให้ความสำคัญ กลับเป็นากรเตรียมแก้ปัญหาตัวเลข GDP ด้วยการแก้วิธีคำนวณ แล้วจะเกิดความมหัศจรรย์คือตัวเลข GDP จะสูงขึ้น รวมถึงแก้ตัวเลขย้อนหลังให้สูงขึ้นด้วย แต่กลับไม่ได้แก้ปัญหาที่ประชาชนกำลังจะตกงานเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นขอฝากเอาไว้ว่าเรื่องของการจ้างงานต้องกลับมามีนโยบายที่เป็นรูปธรรมของเราเอง

ด้าน นางเพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชน กล่าวว่า ต่อเนื่องมาที่วงสนทนา ของภาคประชาสังคม กับ นางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุน IMF ยืนยันว่า IMF ยังให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาล แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ พลังจากภาคประชาชนที่จะต้องทำให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ สำหรับในเรื่องของคอรัปชั่น ทางนางคริสตาลินาได้บอกว่า ความโปร่งใสคือการที่จะเปิดเผยข้อมูลอย่างเดียวไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าอธิบดีกรมบัญชีกลาง จะรับปากว่าจะเปิดข้อมูล จัดซื้อจัดสร้างย้อนหลัง 5 ปีย้อนหลัง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องที่สำคัญที่สุด จะต้องทำให้ผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่อการตัดสินใจหรือต่อการละเลยการตัดสินใจ และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ก็จะตรงกับนโยบายที่ คณะรัฐมนตรีได้แถลงเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาและตรงกับหลักการของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)
“ก็คงจะเรียกร้องว่าเรื่องหลักการความรับผิดรับชอบ ต่อการกระทำต่อการตัดสินใจและการละเลย ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อปัญหา ของคอร์รัปชัน” เพียงพนอ กล่าว

ขณะที่ นายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายการต่างประเทศ พรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลอย่าหลงประเด็น อย่าพอใจกับคำชื่นชมว่าไทยจัดการประชุมได้ยอดเยี่ยม เพราะ เรื่องนี้เป็นจุดเด่นของไทย และคนไทย ทุกยุคสมัย เพราะสิ่งสำคัญที่ควรจะเกิดขึ้นกลับไม่ได้เกิด ทั้งนี้ ตนเห็นใจรมว. ต่างประเทศภายใต้รัฐบาลนี้ที่ไม่มีความมุ่งมั่น ไม่มีแผนที่ชัดเจน ที่สำคัญคือความสามารถยังไม่ปรากฏที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติที่อยากมาลงทุนแบบมีคุณภาพในประเทศไทย สำนักข่าว CNN ตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในอาเซียน แต่กลับตอบว่าเรพาะได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลาง ทั้งที่จริง ๆ ทุกประเทศที่เศรษฐกิจดีกว่าไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เมื่อถามว่าการเมืองไทยเปลี่ยนบ่อย รมว.ต่างประเทศ ก็บอกว่า มีความเป็นปึกแผ่นปัจจุบันมีเสียงข้างมาก แต่เศรษฐกิจไทยและการต่างประเทศที่ตกต่ำมา 10 ปีก็มาจากสมัยรัฐบาลคสช.ที่มีเสียงข้างมากทั้งสิ้น ส่วนที่ รมว.ต่างประเทศระบุว่าไทยมีแผนเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ข้อเท็จจริงที่ตนทราบจากเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องนี้ว่า กว่าประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิกใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี ซึ่งระหว่างนี้หากอยากให้นานาประเทศเชื่อมั่นในธรรมาภิบาล การปราบปรามคอรัปชั่น ยังมีเรื่องท้าทายให้รัฐบาลตัดสินใจทุกวันไม่ต้องรอเข้าเป็นสมาชิก
อย่างไรก็ตามนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ว่าสิ่งที่หลายท่านสรุปคือรัฐบาลอย่ามัวฟังแต่คำชมในเรื่องของการเป็นเจ้าภาพจัดงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทย ทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ให้ฟังคำเตือนจากพวกเขาด้วย ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทย นอกจากเป็นประเทศที่น่าเที่ยว แล้วควรเป็นประเทศที่น่ามาลงทุนทำธุรกิจด้วยเช่นกัน.



















