กระทรวงอุตฯจัด 50 ทีม ปูพรมตรวจโรงงานกำจัดกาก ใน 5 จว. คาด 1-2 เดือนได้ข้อมูลแน่ ฝากผู้นำท้องถิ่นแจ้งเบาะแส ก.อุตฯพร้อมลุย ยัน นายกฯไม่ได้นิ่งนอน หนุนเพิ่มเขี้ยวเล็บกรมศุลกากร สแกนตู้คอนเทนเนอร์สกัดลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ลั่น เกลียดที่สุด ทำให้ ปชช.เดือดร้อน ไทยไม่ใช่ถังขยะโลก
เมื่อวันที่ 22 ต.ค.69 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณากระทุ้ถามสดของ นายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สส.ระยอง พรรคประชาชน ถามนายกรัฐมนตรี เรื่อง การจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ใน จ.ปราจีนบุรี จ.ระยอง และพื้นที่ใกล้เคียง
โดยนายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.อุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ ตอบแทน ว่า ประเทศไทยสั่งให้มีการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่ปี63 และในปีเดียวกันกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกประกาศห้ามนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นวัตถุดิบในการทำอะไรต่าง ๆ หลังจากเล็ดลอดเข้ามากระทรวงอุตสาหกรรมได้คอยติดตามมาโดยตลอด ปัจจุบันไทยมีโรงงานคัดแยกและกำจัดขยะที่อยู่ภายใต้ใบอนุญาตประเภท 105 และ 106 จำนวน 3,049 โรง ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และปราจีนบุรี ที่เกิดปัญหามีการแอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา และมีการแอบตั้งสถานที่คัดแยก บางครั้งเอาไปฝังกลบ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาตนได้ให้อุตสาหกรรมจังหวัดไปตรวจตราทุกโรงงานใน 5 จังหวัด ที่มีอยู่ประมาณ 1,500 กว่าโรง ตนได้ตั้งทีมตรวจสอบจำนวน 50 ทีม แบ่งเป็นจังหวัดละ 10 ทีม เพื่อไปตรวจโรงงานทั้งหมด และประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครอง พาณิชย์จังหวัด ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ไปตรวจตรา
นายวราวุธ กล่าวว่า ที่ผ่านมาอาจเกิดความหละหลวมแต่ไม่โทษว่าเป็นความผิดใครคนใดคนหนึ่ง บางครั้งมีการไปตั้งโกดังขึ้นมาเพื่อไว้คัดแยก บางแห่งพบคนงานเป็นชาวต่างชาติ จึงฝากไปยังผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. ที่อยู่ในพื้นที่ อยู่ๆ มีคนมาสร้างโกดัง หรืออะไรแปลกๆ ขึ้นมา ผู้นำท้องถิ่นจะรู้ดีเสมอว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ ตนไม่ได้โยนความรับผิดชอบไปให้ แต่ให้ช่วยส่งข่าวมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ วันนี้เราจะเน้นตรวจสอบโรงงานที่มีใบอนุญาตประเภท 105 และ 106 เพื่อเร่งดำเนินการ หากพบทำไม่ถูกต้อง จะปิด และยึดใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการขยะเหล่านี้ด้วย ซึ่งขยะเหล่านี้ตราบใดที่ยังอยู่ในโรงงานจะอยู่ในความดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ถ้าไปทิ้งในที่นา หนองน้ำ กระทรวงอุตสาหกรรมจะไปฟ้องร้องให้โรงงานนำเอาขยะกลับเข้ามาในโรงงาน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่กรมควบคุมมลพิษจะเรียกค่าเสียหาย ยืนยันนายกฯไม่ได้นิ่งนอนใจ ให้ทุกหน่วยงานตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเร่งแก้ไข คาดว่าภายใน 1-2 เดือน จากนี้ไปจะได้รายละเอียดทั้งหมดจากทีมตรวจสอบ 50 ทีมว่ามีแห่งใดที่ผิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในอนาคต
นายวราวุธ กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญคือ การเสริมเขี้ยวเล็บให้กรมศุลกากรว่า จะทำอย่างไรที่จะสแกนตู้คอนเทนเนอร์แต่ละตู้ที่เข้ามาในประเทศได้ ในสมัยตนดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เคยพบตู้หนึ่ง ครึ่งหน้าเป็นเศษพลาสติกเพื่อเตรียมเป็นวัตถุดิบในประเทศ แต่ครึ่งหลังของตู้กลับเป็นขยะ เป็นการซุกเข้ามา ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจำกัดหรือห้ามนำอะไรเข้า หรือสิ่งใดต้องสำแดงบ้าง ปัญหาอยู่ที่สำแดงแล้วเราต้องสามารถตรวจสอบได้ทุกตู้ ส่วนกรณีที่มีการไปตรวจสอบหมายเลขตู้แต่กลับไม่พบข้อมูลนั้น สามารถโทรศัพท์มาที่ หมายเลข 1564 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะทักมาที่เพจเฟซุบ๊กส่วนตัวของตน ตนจะไปตรวจสอบให้ เรื่องแบบนี้ตนเกลียดที่สุด เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน ตนทำงานมาถึงวันนี้ให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบนำขยะมาในประเทศไทย เพราะไทยไม่ใช่ถังขยะของโลก ย้ำถ้ามีข้อมูลส่งมาได้เลย จะประสานหน่วยงานต่างๆ ให้ และในพื้นที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะรู้ทุกความเคลื่อนไหวในพื้นที่ดีมาก หากพบสิ่งผิดปกติในพื้นที่สามารถโทรมาที่หมายเลข 1564 ได้ ตนจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจ หากไม่ได้ตอบรับ ก็มาตั้งกระทู้ถามตนได้ เพื่อจะได้ตีมือข้าราชการที่ไม่ทำงาน
นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้กฎหมายของกรมโรงงานอุตสาหกรรม อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ตนเสนอให้มีการเพิ่มโทษ เพราะที่ผ่านมาคนเหล่านี้เลือกที่จะนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปทิ้ง เพราะโทษในการลักลอบทิ้งเบากว่า แต่ถ้านำไปกำจัดอย่างถูกวิธีต้องใช้เงิน 8 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท ส่วนถ้าทิ้งแบบผิดกฎหมายแล้วถูกจับได้จะถูกลงโทษปรับแค่ 2-3 แสนบาทเท่านั้น จึงต้องเพิ่มอัตราการลงโทษและความเข้มข้นขึ้น รวมถึงประสานงานกับ ปปง. เพื่อให้เรื่องการทิ้งขยะเหล่านี้เป็นคดีทางการเงิน เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ของผู้ประกอบการ
นายวัชรพงษ์ ได้ถามต่อว่า ระหว่างดำเนินคดีจะเริ่มจัดการของเสียในพื้นที่ได้หรือไม่ หากทำได้จะใช้งบประมาณจากส่วนใด ให้หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาเป็นอย่างไร
โดยรมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ทางกฎหมายหากไปจับแล้วจะไม่สามารถเคลื่อนย้ายของกลางออกจากพื้นที่ได้ แต่หากรอให้ถึงที่สุดก่อนอาจจะไม่ทันการณ์ ซึ่งกรณีนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมสามารถทำเรื่องไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอเคลื่อนย้ายของเสียเหล่านั้นออกจากพื้นที่ได้ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย เบื้องต้นทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องหางบประมาณมา ไม่ว่าจะเป็นงบกลางหรืองบประมาณแผ่นดินในการนำของเสียเหล่านี้ออกมา ยอมรับว่าอยากให้ผู้กระทำความผิดเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งหากคดีถึงที่สุด เราจะไปเก็บจากผู้ประกอบการ ซึ่งตนเองมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน



















