“เทพไท เสนพงศ์” ชี้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไร้กำหนด หลังฝ่ายค้านยืนกรานขอเวลา 5 วัน ขณะที่รัฐบาลขยับข้อเสนอเป็น 4 วัน เตือนอย่าชิงไหวชิงพริบหรือเอาชนะกันทางการเมือง จนกระทบกระบวนการตรวจสอบรัฐบาลและเสียความเชื่อมั่นจากประชาชน
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าอาจเปิดอภิปรายในสัปดาห์นี้ แต่ล่าสุดเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจะยังไม่มีการอภิปรายเกิดขึ้น เนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ออกหนังสือนัดประชุมและบรรจุวาระการประชุมไปแล้ว ขณะที่วาระพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกำหนดวันอภิปราย
นายเทพไท ระบุว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยังตกลงกันไม่ได้เรื่องระยะเวลาการอภิปราย โดยฝ่ายค้านเสนอขอเวลา 5 วัน ส่วนรัฐบาลเห็นควรให้เวลา 3 วัน โดยอ้างถึงภารกิจของนายกรัฐมนตรีที่ไม่สามารถเข้าร่วมการอภิปรายได้อย่างต่อเนื่องครบ 5 วัน ส่งผลให้ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ และทำให้การหารือเรื่องจำนวนวันอภิปรายยืดเยื้อออกไป
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การอภิปรายมีแนวโน้มเลื่อนออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายน โดยฝ่ายค้านต้องการให้เปิดอภิปรายในสัปดาห์แรกของเดือน แต่ฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลว่านายกรัฐมนตรีมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ต้องขยับกำหนดการออกไปอีก หากล่วงเลยไปจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคม ก็อาจมีข้อจำกัดจากพระราชพิธีสำคัญที่รัฐบาลยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการกำหนดวันอภิปราย
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดรัฐบาลได้เสนอให้ฝ่ายค้านอภิปรายเป็นเวลา 4 วัน ขณะที่ฝ่ายค้านยังคงยืนยันข้อเรียกร้องเดิมที่ต้องการเวลา 5 วัน ซึ่งเทพไทมองว่า ข้อเสนอ 4 วันเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่าย สอดคล้องกับที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อรัฐบาลเสนอ 3 วัน และฝ่ายค้านขอ 5 วัน สุดท้ายทั้งสองฝ่ายอาจหาข้อยุติร่วมกันที่ 4 วัน
นายเทพไท กล่าวว่า หากฝ่ายค้านต้องการเวลาอภิปราย 5 วันจริง ก็ควรวางแผนการเจรจาโดยเผื่อพื้นที่สำหรับการต่อรองไว้ด้วย โดยเปรียบเทียบกับการซื้อขายสินค้าในตลาดนัดจตุจักรหรือตลาดเปิดท้าย ซึ่งผู้ซื้อมักเสนอราคาเผื่อต่อรอง หากฝ่ายค้านต้องการ 5 วัน อาจเสนอขอเวลา 6-7 วัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายหาจุดกึ่งกลางและได้ข้อสรุปที่ตรงตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ นายเทพไท เน้นย้ำว่า ไม่ต้องการให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้กลายเป็นเกมการเมืองเพื่อชิงไหวชิงพริบระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล แต่อยากให้ทุกฝ่ายเคารพบทบาทและการทำหน้าที่ของกันและกัน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบรัฐบาลดำเนินไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญ
“การชิงไหวชิงพริบ การเอาเปรียบกัน หรือการเอาชนะคะคานกัน ไม่เป็นประโยชน์ อาจได้เปรียบทางการเมืองหรือชนะในเกมการเมือง แต่เชื่อว่าไม่ชนะใจประชาชนอย่างแน่นอน”



















