ทุกวันนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ-AI) หรือไม่มีใครที่ไม่ใช้ “เอไอ” เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะใช้เพื่อการดำรงชีวิต การทำธุรกิจ การประกอบอาชีพ หรือใด ๆ ก็ตาม
ปัญหาใหญ่ของ “เทคโนโลยีเอไอ” อยู่ที่ว่า จะเข้ามาทดแทนแรงงาน จนทำให้แรงงานมนุษย์ต้องเดือดร้อน ต้องตกงาน มากน้อยแค่ไหน?
ปัญหานี้ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่กับไทย หรือเพื่อนบ้าน แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ดั่งที่ IMF ได้ออกมาเตือนว่า “เอไอ” คือ “สึนามิเงียบ” ที่กำลังเขย่าแรงงานงาน 40% ทั่วโลก โดยในประเทศพัฒนาแล้วอาจได้รับผลกระทบสูงถึง 60% ส่วนประเทศรายได้น้อยอยู่ที่ราว 23%
หันมาดูที่ประเทศไทย ที่ต้องยอมรับว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกำลังหลั่งไหลเข้าไทยเป็นจำนวนมาก ถือว่า….เป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามสำคัญที่ต้องคิดต่อ นั่นก็คือ… จำนวนเงินมหาศาลเหล่านี้จะ “สร้างงาน-สร้างรายได้” และกระจายประโยชน์ไปถึงคนไทยได้มากน้อยเพียงใด
เพราะ…ภาพที่กำลังเกิดขึ้นสะท้
แต่ปรากฏว่า… การจ้างงานกลับไม่ได้เติบโตในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่ใช้เงินลงทุนสูง แต่ต้องการ “แรงงานโดยตรง” ค่อนข้างน้อย

“เกรียงไกร เธียรนุกุล” อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า เงินลงทุนกว่า 76% หรือ 1.15 ล้านล้านบาท อยู่ในกลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ แต่การลงทุนทุก 1,000 ล้านบาทในดาต้า เซ็นเตอร์ กลับสร้างการจ้างงานเฉลี่ยเพียง 5 คน เท่านั้นเมื่อเทียบกับอดีตที่เงินลงทุนทุก 1,000 ล้านบาทอาจสร้างงานได้ถึง 400–500 คน
จึงเห็นได้ชัดว่า เศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนจากการเติบโตที่พึ่งพาแรงงานจำนวนมาก ไปสู่การเติบโตที่พึ่งพาเทคโนโลยี เงินทุน และทักษะเฉพาะทางมากขึ้น
นี่จึงไม่ใช่แค่ “ปัญหาการจ้างงาน” แต่เป็น “โจทย์ใหญ่” เรื่องคุณภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย!
ในอดีต การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ มักถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการสร้างโรงงาน เพิ่มกำลังผลิต และจ้างแรงงานจำนวนมาก
แต่ในยุคที่เอไอ หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาท ความสัมพันธ์ระหว่างเงินลงทุนกับจำนวนงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
จริงอยู่ว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” อาจใช้เงินมหาศาลในการก่อสร้าง ระบบเซิร์ฟเวอร์ ระบบทำความเย็น และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่เมื่อเปิดดำเนินการแล้ว ระบบจำนวนมากสามารถทำงานได้ โดยใช้บุคลากรประจำไม่มากนัก
ขณะที่อุตสาหกรรมแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB และยานยนต์ไฟฟ้า แม้ยังสร้างงานได้มากกว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” ในสัดส่วนเงินลงทุนที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็ต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ตัวเลขเหล่านี้จึงชี้ให้เห็นว่า ไทยไม่อาจใช้มูลค่าเงินลงทุนเป็นเครื่องวัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า การลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากเพียงใด เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยหรือไม่ และสร้างโอกาสการทำงานที่มีคุณภาพให้คนไทยได้แค่ไหน

หากเงินลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่การจ้างงาน รายได้แรงงาน และผลิตภาพของธุรกิจไทยไม่เติบโตตาม ประเทศ ก็…อาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจที่ตัวเลขการลงทุนดูดี แต่ประชาชนจำนวนมากกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ทุบประวัติศาสตร์นี้ อาจเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่จะกลายเป็นโอกาสที่มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อ ประเทศสามารถเปลี่ยนเงินเหล่านี้ให้เป็นผลิตภาพ เทคโนโลยี รายได้ และความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน
ในโลกที่เอไอ และระบบอัตโนมัติเข้ามาเปลี่ยนตลาดแรงงาน การจ้างงานจำนวนมากอาจไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการลงทุนอีกต่อไป
สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำ จึงไม่ใช่เพียงการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามามากที่สุด แต่ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้คนไทยมีทักษะเพียงพอที่จะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ และทำให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีให้ได้
ท้ายที่สุด ประเทศที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่มีเงินลงทุนสูงที่สุด แต่เป็นประเทศที่สามารถพัฒนาคนให้พร้อมใช้เทคโนโลยี สร้างนวัตกรรม และเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด
“โจทย์ใหญ่ของไทยวันนี้” จึงไม่ใช่แค่จะดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้อีกเท่าไร แต่คือจะทำอย่างไร…ให้ “คนไทย” ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในวันที่เงินทุนและเทคโนโลยีเดินหน้าเร็วกว่าการพัฒนาคน
……………
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















