“นิกร จำนง” สส.พรรคภูมิใจไทย แถลงแจงปมเสนอแก้ข้อบังคับการประชุมสภา ยันไม่ได้เจาะจงล็อกเป้าหรือปิดกั้นฝ่ายค้าน แต่เป็นการปรับภาพรวมกว่า 15 ประเด็น เพื่ออุดรูรั่วและยกระดับประสิทธิภาพสภา พร้อมตอกกลับประธาน กมธ. จะทำตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องยึดมติที่ประชุมเป็นหลัก
วันที่ 4 พ.ย.2569 เวลา 11.00 น.ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ แถลงข่าว ชี้แจงถึงข้อกล่าวหาทางการเมืองต่อการเสนอร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าตนเป็นผู้เสนอขอแก้ไขร่างข้อบังคับการประชุมในนามพรรคภูมิใจไทยว่าการเสนอขอแก้ไขข้อบังคับการประชุมนี้มีการเสนอขอแก้ไขกว่า 15 ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแต่เพียงเรื่องของคณะกรรมาธิการ และขณะนี้ร่างฯบรรจุอยู่ในวาระแล้ว โดยร่างที่ได้เสนอเป็นองค์เป็นองค์รวม 4 กรอบใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาข้อบกพร่องของข้อบังคับการประชุมปี 2562 ส่วนนี้ได้มีการรวบรวมเอาข้อเสนอของแต่ละพรรคการเมืองร่วมด้วย ถือเป็นแบบร่มใหญ่ ซึ่ง4 กรอบใหญ่ดังกล่าวประกอบด้วย 1.กรอบการพัฒนากระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของร่างพระราชบัญญัติ แม้สมาชิกจะเซ็นชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแล้ว ต่อมาอาจจะพ้นสมาชิกภาพ ถูกร้อง หรือ เสียชีวิต ให้ถือว่าสมบูรณ์แล้วตามหลักการที่ยื่นไว้ นอกจากนั้นให้นับเวลาแปรญัตติเฉพาะวันทำการ โดยไม่รวมเสาร์-อาทิตย์ ขณะเดียวกันข้อบังคับการประชุมใหม่นี้ ยังเสนอให้นายกรัฐมนตรีสามารถแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาได้เลย แม้ว่าจะเป็นคนนอกหรือไม่ก็ตาม
นายนิกร กล่าวต่อว่า 2.กรอบการยกระดับระบบกระทู้ถามและเทคโนโลยีดิจิทัล เดิมไม่สามารถที่จะถามตอบกระทู้โดยใช้เทคโนโลยีในการขอตั้งกระทู้ได้ จึงมีการแก้ไขให้สามารถยื่นกระทู้ผ่านระบบเทคโนโลยีได้ ขณะเดียวกันเวลาในการถามตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาที่ 30 นาที มองว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม แต่กระทู้ถามทั่วไป มองว่าเวลา 30 นาที ไปกินเวลาของสภา มองว่าเป็นเรื่องที่คุยกันมาก่อนแล้ว จึงควรลดเวลาให้กระชับไม่เกิน 20 นาที 3.กรอบการปฏิรูประบบคณะกรรมาธิการ เปิดช่องให้คณะกรรมการหลายคณะประชุมร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ กำหนดกติกาเลือกประธาน รองประธานที่โปร่งใสผ่านการแสดงวิสัยทัศน์ และจับฉลากเมื่อมีคะแนนเท่ากัน และแต่งตั้งนักกฎหมายนิติบัญญัติจากฝ่ายประจำมาเป็นผู้ช่วยเลขานุการกรรมการกรรมาธิการ และ 4.กรอบความโปร่งใสและคุ้มครองสิทธิ มีการรองรับการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการผ่านสื่อดิจิทัล และมีกลไกคุ้มครองสิทธิบุคคลภายนอกจากการถูกพาดพิงให้สามารถโต้แย้งได้
นายนิกร ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการปิดกั้นการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน เพราะตนเป็นผู้ร่วมยกร่างข้อบังคับการประชุมเมื่อปี 2562 ในครั้งนั้นตนยังได้เสนอให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ต้องตรวจสอบข้อมูล คลิปวีดีโอ หรือสไลด์ต่างๆล่วงหน้าต่อสภา เพราะไม่เช่นนั้นฝ่ายรัฐบาลจะรู้ล่วงหน้าแค่ครึ่งชั่วโมงก็สามารถพลิกตัวได้ แต่ขอให้ผู้อภิปรายรับผิดชอบทางจริยธรรม กรณีข้อมูลในการอภิปรายไม่จริงต้องรับผิดชอบกันเอง ส่วนนี้จึงเป็นการให้อำนาจกับฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการไม่มีอำนาจเพราะ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2560 จึงมีการขอแก้คำสั่งเรียกที่ขณะนี้หากคณะกรรมาธิการเรียกรัฐมนตรี และหน่วยงานราชการ หากส่วนราชการไม่มาจะมีความผิดด้านวินัย ที่ขณะนี้ทางสภาใช้มองว่าตรงนี้เป็นการติดดาบ ติดอาวุธให้ฝ่ายกรรมาธิการ
“ดังนั้นจะมาหาว่าผมปิดกั้นมันไม่ใช่ ผมเห็นว่าสภาควรจะเป็นสภา เจตนารมณ์ของกรรมาธิการเป็นองค์คณะตรวจสอบ ไม่ใช่อาวุธทำลายล้างทางการเมือง กรรมาธิการทำงานเชิงระบบหากใช้อำนาจกรรมาธิการผิดทางหรือเกินเลยไปจะเกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อระบบกรรมาธิการ ” นายนิกร กล่าว
นายนิกร ยังต่อกล่าวว่า กรรมาธิการคือระบบตรวจสอบของสภาในฐานะองค์คณะ การทำหน้าที่ในการกำกับดูแลฝ่ายบริหาร การใช้อำนาจจึงต้องมีความรัดกุมชัดเจน และต้องเป็นมติของที่ประชุม ไม่ใช่ว่าเป็นประธานแล้วจะชี้เรื่องอะไร หรือจะทำเรื่องอะไรก็ได้ ต้องเป็นมติของที่ประชุมเพราะเป็นองค์คณะส่วนนี้ต้องมีการจัดการ ดังนั้นการจะมากล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลล็อคเสียงข้างมากไว้ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ เพราะคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ ถ้าใช้วิธีเสียงข้างมากที่ซึ่งแต่ละคณะมีกรรมาธิการ 15 คน หากฝ่ายรัฐบาลต้องการเป็นประธานคณะกรรมการทั้งหมดจะสามารถทำได้ แต่จะเห็นว่ามีการแบ่งออกไปที่ขณะนี้ฝ่ายค้านเป็นประธานคณะกรรมาธิการ 9 คณะ จึงเป็นลักษณะของระบบรัฐสภาไทย ที่ไม่ใช่ระบบแบบสหรัฐอเมริกา
“กรรมาธิการของสภาไม่มีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล แต่คือฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งบางกรรมาธิการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านไปเลยจึงแก้ไขในการออกหนังสือเอกสารเชิญบุคคล ต้องเป็นมติจากที่ประชุม ไม่ใช่อำนาจของประธานที่จะออกหนังสือเรียกใครก็ได้ และการแถลงข่าวก็จะต้องเป็นหน้าที่ของโฆษกแถลงผลของที่ประชุมไม่สามารถแสดงความเห็นในฐานะกรรมมาธิการได้ ส่วนการถ่ายทอดสดก็ต้องขอมติจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก”นายนิกร กล่าว



















