ศึกปมจัดระเบียบกรรมาธิการ 35 คณะยังไม่จบ! “ศุภชัย ใจสมุทร” รองประธาน กมธ.จากภูมิใจไทย โพสต์โต้ “อภิสิทธิ์” ย้ำการตรวจสอบรัฐบาลเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ประธานกรรมาธิการต้องใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับสภา ชี้อำนาจเป็นของกรรมาธิการทั้งคณะ ไม่ใช่ของประธานเพียงคนเดียว พร้อมย้ำไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คนที่สอง สภาผู้แทนราษฎร และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์แนวทางการจัดระเบียบการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ
โดยนายศุภชัยระบุว่า เห็นด้วยกับหลักการที่ว่ารัฐบาลต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ แต่ตั้งคำถามกลับไปยังนายอภิสิทธิ์ว่า หากประธานกรรมาธิการใช้อำนาจโดยไม่เคารพรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภา จะต้องมีกลไกตรวจสอบด้วยหรือไม่
นายศุภชัยยกตัวอย่างกรณีนายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งตนดำรงตำแหน่งรองประธาน กมธ.คนที่สอง โดยระบุว่า ที่ผ่านมาตนได้ทักท้วงการปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมาธิการหลายประเด็น
ประเด็นแรก คือการกำหนดระเบียบวาระการประชุมและการเชิญบุคคลหรือหน่วยงานเข้าชี้แจง ซึ่งเห็นว่าบางกรณีไม่ได้ผ่านการพิจารณาหรือมีมติจากกรรมาธิการตามกระบวนการที่ควรจะเป็น
ประเด็นที่สอง คือการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาที่มีข้อสงสัยว่าอาจอยู่นอกเหนือหน้าที่และอำนาจของกรรมาธิการ หรือซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของกรรมาธิการคณะอื่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129
และประเด็นที่สาม คือการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่นายศุภชัยมองว่าอาจเป็นการใช้อำนาจของประธานกรรมาธิการแทนการใช้อำนาจร่วมกันของกรรมาธิการทั้งคณะ
นายศุภชัยระบุเพิ่มเติมว่า ได้เคยทักท้วงเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง รวมถึงทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภา โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่เป็นเรื่องหลักการใช้อำนาจตามกฎหมาย
พร้อมอธิบายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 129 กำหนดให้การสอบหาข้อเท็จจริง การศึกษาเรื่องต่าง ๆ และการเรียกบุคคลหรือเอกสาร เป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ ซึ่งคำว่า “คณะกรรมาธิการ” หมายถึงองค์กรที่ต้องใช้อำนาจร่วมกันตามกระบวนการ ไม่ใช่อำนาจส่วนตัวของประธานที่จะตัดสินใจแทนกรรมาธิการทั้งคณะได้ทุกเรื่อง
นายศุภชัยยังตั้งคำถามต่อข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ที่มองว่า ประธานกรรมาธิการสามารถดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ได้โดยแจ้งให้ที่ประชุมทราบและเปิดโอกาสให้ทักท้วงว่า หากมีกรรมาธิการทักท้วงแล้ว แต่ประธานยังดำเนินการต่อโดยไม่ให้ที่ประชุมร่วมกันวินิจฉัย กรรมาธิการเสียงข้างน้อยจะมีทางออกอย่างไร
นายศุภชัยย้ำว่า หลักประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่าประธานกรรมาธิการซึ่งมาจากฝ่ายค้านจะมีอำนาจเหนือกรรมาธิการคนอื่น และการตรวจสอบรัฐบาลก็ไม่ควรเป็นเหตุให้ละเลยขั้นตอนตามกฎหมาย การกำหนดให้การใช้อำนาจบางเรื่องต้องผ่านมติกรรมาธิการจึงไม่ใช่การปิดกั้นการตรวจสอบโดยตัวมันเอง แต่เป็นการสร้างหลักประกันให้การใช้อำนาจเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัยยอมรับว่า ต้องมีกลไกป้องกันไม่ให้กรรมาธิการเสียงข้างมากใช้มติปิดกั้นการตรวจสอบโดยไม่ชอบด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่สภาควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
ช่วงท้าย นายศุภชัยฝากถึงนายอภิสิทธิ์ว่า ควรแยกให้ออกระหว่างการคุ้มครองอำนาจตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ กับการปล่อยให้ประธานกรรมาธิการใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบ เพราะเป็นคนละประเด็นกัน
พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ต้องถูกตรวจสอบได้เต็มที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ผู้ใช้อำนาจตรวจสอบก็ต้องยอมรับการตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเองด้วย เพราะในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือประธานกรรมาธิการก็ตาม



















