ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา กำลังการผลิตพลังงานล้น ราคาน้ำมันดิบทรง ๆ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สถานการณ์แบบนี้จะต่อเนื่องถึงปีหน้า การลงทุนเพื่อรักษาการเติบโตของ ธุรกิจพลังงาน จึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง แล้วธุรกิจใดบ้างที่จะได้ไปต่อ ท่ามกลางความผันผวนแบบนี้ต้องอาศัยการมองทะลุสถานการณ์พอสมควร
ธุรกิจพลังงาน ที่จะไปได้เรื่อย ๆ ในระยะสิบปี ก็คงหนีไม่พ้น ธุรกิจที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสีเขียว ซึ่งวันนี้ทุกสำนักทั่วโลกต่างฟันธงแล้วว่า “ก๊าซธรรมชาติ” จะมีบทบาทต่อไปอย่างน้อย 3 ทศวรรษ กลุ่ม ปตท. : บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงปักธงที่จะปลุกปั้น “ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว” (LNG) อย่างจริงจัง
ทั้งเพื่อรองรับความต้องการในไทย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ในส่วนประเทศไทยนั้นการใช้ LNG ผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซฯมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ เหตุปริมาณก๊าซฯจากอ่าวลดลงตามลำดับ โดยในปี 2567 ต้องนำเข้า LNG มาใช้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 12 ล้านตันแล้ว เช่นเดียวกันประเทศอื่นๆในเอเชียที่ต่างต้องการนำเข้า LNG มาใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน

เมื่อเป็นที่ต้องการของตลาดแบบนี้ “ปตท.” จึงมั่นใจว่า ธุรกิจเทรดดิ้ง LNG จะไปได้ และเริ่มสตาร์ทธุรกิจนี้ไปแล้ว “ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่า “LNG จะเป็นเชื้อพลิงหลักไปอีก 30 ปี ในฐานะที่เราเป็นบริษัทพลังงาน ก็ต้องเข้าไปเป็นผู้เล่นไม่ใช่เป็นแค่ผู้ซื้อ แต่ควรเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไปพร้อมกัน เป็นลักษณะซื้อมาขายไปเพิ่มเติมในส่วนของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท.”
โดยบรรจุไว้เป็น เป้าหมายระยะกลาง ที่จะสร้างเติบโตในธุรกิจซื้อขาย LNG ให้ได้ 10 ล้านตัน ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันปี 2578 ตั้งเป้าให้ไทยเป็น HUB LNG ในภูมิภาค ซึ่งในปี 2568 ช่วง 9 เดือนเราเริ่มทำการค้าไปแล้วในปริมาณ 2.2 ล้านตัน
“ทำธุรกิจนี้ต้องมี Volume ซื้อ-ขายพอสมควร ต้องไปเอาจากแหล่งที่มีต้นทุนถูก เช่น ตะวันออกกลาง หรือสหรัฐฯ หรือจากแหล่งที่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ “ปตท.สผ.” เข้าไปลงทุนก็เอา LNG ออกมาขายบ้าง ส่วนตลาดของเราก็จะเป็นประเทศในเอเชีย เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น” CEO ปตท. ระบุ

“ดร.คงกระพัน” ยังบอกว่า เพื่อให้ได้ Volume การซื้อ LNG จากเรา ต้องมีหลายปัจจัยที่จะทำให้เราสามารถแข่งขันได้ ที่สำคัญคือความน่าเชื่อถือ ซึ่งตอนนี้เรามีสำนักงานในต่างประเทศ ประจำจุดที่เป็นศูนย์กลางการค้า เช่น สำนักงานที่ประเทศสิงคโปร์ กรุงลอนดอน และสำนักงานที่เมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา
ขณะเดียวกันเราก็จำเป็นต้องมี Relation กับ “ผู้ซื้อ” ด้วย เช่น มีการลงทุน ซึ่ง ปตท.พร้อมที่จะไปลงทุน LNG Terminal ในประเทศที่เป็นตลาด LNG ซึ่งโครงการแบบนี้ ไม่ต้องรอให้เป็นแผนระยะกลาง หรือยาว หากเห็นโอกาส ปตท.ก็พร้อมลงทุนได้เลยในปีหน้า ส่วนราคา LNG ประมาณการณ์ว่า ช่วง 2-3 ปีนี้ราคาจะไม่สูงมากนักดังนั้นจึงเป็นโอกาสของ ปตท.ที่จะเดินหน้าธุรกิจเทรดดิ้ง LNG ในช่วงนี้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ “ดร.คงกระพัน” ย้ำว่า ธุรกิจเทรดดิ้ง LNG จะไม่เกี่ยวกับ LNG ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศ ซึ่ง LNG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ปตท.จะป้อนตามสัญญาระยะยาวจากหลายแหล่ง เช่น กาตาร์ และล่าสุดซื้อจากบริษัท Cheniere Energy จำนวน 1 ล้านตันต่อปี ระยะเวลา 15 ปี เริ่มนำเข้าตั้งแต่ปี 2569
ธุรกิจการค้า LNG ของ ปตท.ไม่ได้เริ่มจากศูนย์แน่นอน มีการซื้อขาย LNG ระยะยาวในตลาดมาก่อนแล้ว อย่างล่าสุดเดือนมิถุนายน 2568 บริษัท ปตท. ค้าสากล จำกัด (PTTT) ได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับบริษัท Centrica LNG Company Limited (Centrica) ซึ่งเป็นสัญญาขาย LNG ระยะยาวนอกประเทศไทยของ PTTT เป็นครั้งแรก
โดย PTTT เป็นผู้จัดหา LNG ให้แก่ Centrica ในภูมิภาคเอเชียระยะเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป ดังนั้นการเป็น HUB LNG ในภูมิภาคโดยมีปตท.เป็นกลไกที่สำคัญจึงไม่ไกลเกินเอื้อม
นอกจากธุรกิจเทรดดิ้ง LNG แล้ว EBITDA Uplift ในระยะยาวของ ปตท.ก็อยู่ในแผนด้วย และแน่นอนว่า ต้องตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ซึ่งในปตท.จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 15% ในปี 2578 “ดร.คงกระพัน” มาดมั่นกับ โครงการส่งเสริมและผลักดันเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ให้เกิดการใช้งานจริงในไทย นำร่องที่ “แหล่งอาทิตย์” ในอ่าวไทยซึ่งจะเริ่มดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 สามารถกักเก็บได้สูงสุดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี
โครงการนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับการพัฒนา CCS ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย รวมถึงการพัฒนา CCS HUB ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในอนาคต และโครงการ Hydrogen และ Ammonia Co-firing ที่อยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกในประเทศ กำหนดเป้าหมายปี 2573 จะสร้างเครือข่ายการจัดหาและโครงสร้างพื้นฐานทดลองนำ Ammonia ใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้า

นอกจากการลงทุนใหม่ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแล้ว การบริหารจัดการภายในให้มีประสิทธิภาพ ปตท.ก็ทำคู่กัน “ดร.คงกระพัน” กล่าวย้ำว่า “จะให้ความสนใจกับการลงทุนที่ต้องเซฟ (Safe) และได้ Return เร็ว โครงการ Asset Monetization (A1) จึงเกิดขึ้น เพื่อบริหารสินทรัพย์เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดของกลุ่ม ปตท.”
โดยสร้าง Synergy ผ่านการ Optimize Asset & Capital และปรับโครงสร้างสินทรัพย์ให้เหมาะสม โดยรวมศูนย์การบริหารสินทรัพย์ด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ของกลุ่ม ให้ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) เป็น Infrastructure Flagship เพื่อซื้อและเช่าทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานจาก บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) เช่น ท่าเทียบเรือ ถังเก็บผลิตภัณฑ์ ระบบขนถ่าย ถังเก็บน้ำมันดิบ ทุ่นผูกเรือกลางทะเล สถานีจ่ายน้ำมันทางรถ และธุรกิจบริการรับ จัดเก็บและขนถ่ายสินค้าเหลว เป็นต้น รวมถึงนำทรัพย์สินดังกล่าวมาบริหารให้เกิดรายได้และผลตอบแทนต่อบริษัทในกลุ่ม

“โครงการนี้วิน-วิน (Win-Win) เกิด Synergy อย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังทำให้ฐานะการเงินของ TOP และ GC แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ดร.คงกระพัน กล่าวย้ำ
ส่วนการหา “พันธมิตรมาร่วมทุน” ในกลุ่ม ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ทั้ง GC, TOP และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ กลุ่ม ปตท. จากการมีผู้ถือหุ้นหน้าใหม่ที่จะมาร่วมบริหารจัดการ
“ดร.คงกระพัน” ย้ำชัด ๆ ว่า “ยังเดินหน้าต่อไป โดยอยู่ในช่วงการเจรจากับพันธมิตร (Shortlist Partner) รายใหญ่ และจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 ตามแผน ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มบริษัท รองรับธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง และขอยืนยันว่า ปตท.ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักในบริษัท Flagships ทั้ง GC, TOP และ IRPC ต่อไป”
…………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)







































