ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ นำโดย “อนุทิน ชาญวีระกุล” นายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งรับตำแหน่งรอบ 2 หมาด ๆ ยัง “เมาหมัด” กับ “ปัญหาวิกฤติพลังงาน” ที่โดนหางเลขจาก สงครามตะวันออกลาง ยังมะงุมมะงาหราอยู่กับ การหามาตราการพยุงค่าครองชีพบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ในห้วงเวลาเดียวกันก็มีข่าวร้าย เมื่อ “สถาบันมิลเคน” ซึ่งเป็นสถาบันที่จัดเรตติ้งด้านการลงทุนระดับโลก รายงานดัชนีโอกาสด้านการลงทุนระดับโลกประจำปี 2569 ปรากฏว่า ประเทศไทยไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ในการจัดอันดับครั้งนี้ นั่นหมายความว่า ไทยตกขบวนรถไฟสายการลงทุนของโลกในปีนี้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การไม่มีชื่ออยู่ในการจัดอันดับในรายงานดัชนีการลงทุนระดับโลก เป็นสัญญาณเตือนว่า รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์ที่ยากลำบาก กว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ๆ นั่นคือ การสร้างความเชื่อมั่นในระยาว เพื่อดึงดูดนักลงทุน
อีกทั้งยังเป็นกระจกสะท้อนว่า โลกกำลังรุกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หากไทยยังลังเล ไม่กล้าตัดสินใจในการยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นอุปสรรค ไม่ใช่แค่เสียโอกาส แต่จะถูกลืมไปเลยก็ได้
ปัจจัยที่ทำให้ไทยต้องหลุดโผครั้งนี้ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตช้า อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ GDP ของไทยต่ำเตี้ยเรี่ยดินมานาน กรณีเดียวกับเมียนมาร์ และไม่มีชื่ออยู่ในรายงานความพร้อมทางธุรกิจประจำปี 2568 ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำหรับการทำรายงานดัชนีโอกาสด้านการลงทุนระดับโลกในปี 2569 เช่นเดียวกับบรูไนและติมอร์ ไม่ได้ถูกนำมารวมด้วยเหตุผลด้านข้อมูล ส่วนสิงคโปร์ถูกแยกพิจารณา เพราะถือเป็นประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่า รายงานการลงทุนระดับโลก จัดไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกับเมียนมาร์ บรูไน และติมอร์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ ๆ เพราะสะท้อนว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย” ที่ซุกไว้ใต้พรมมานาน ในสายตานักลงทุนทั่วโลกเริ่มเห็นว่า ผลตอบแทนไม่คุ้มกับการเข้ามาลงทุน

ดังที่กล่าวข้างต้น ปัจจัยที่ฉุดไทยหลุดโผ หลัก ๆ คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตค่อนข้างช้า ต้องยอมรับความจริงว่า ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับ 2-3% โดยเฉลี่ย ขณะที่ เวียดนาม โตอย่างต่อเนื่อง จีดีพี.ระดับ 6-7% อินโดนีเซียกับมาเลเซียเฉลี่ย 5% ส่วน มาเลเซีย มีโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแรง ประชาชนมีรายได้ต่อหัวสูง มีเป้าหมายชัดเจนว่า จะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในปีไหน จึงไม่แปลกใจที่มาเลย์ถูกจัดให้อยู่อันดับ 1 อาเซียน และ 23 ของโลก ตามมาด้วย เวียดนามอยู่อันดับ 2 และที่ 39 ของโลก
สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยโตช้า เพราะพึ่งพาการท่องเที่ยว ซึ่งอ่อนไหวง่าย จะเห็นจากในช่วงโควิด-19 ธุรกิจท่องเที่ยวดับสนิท ส่วนสินค้าส่งออกที่เป็นรายได้หลัก ก็ยังเป็นสินค้าแบบเดิม ๆ สินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทก็เป็นสินค้าที่ตลาดไม่ต้องการ ไทยยังขาดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น AI, EV หรือ Semiconductor แรงงานประสิทธิภาพต่ำ มิหนำซ้ำยังเจอสงครามภาษีซ้ำเติม
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาไทยไม่สามารถฉกฉวยโอกาสทองของการลงทุนจากเหตุการณ์ “บริษัทข้ามชาติ” แห่ย้ายฐานการลงทุนหนีออกจาก “จีน” โดยพุ่งเป้ามาที่อาเซียน เป็นฐานแหล่งผลิตใหม่ นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกย้ายฐานไป “เวียดนาม” ที่วางบทบาทเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเลคทรอนิกส์และเทคโนโลยี ส่วน “อินโดนีเซีย” ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสร้างห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และ “มาเลย์” มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์
แม้ครั้งหนึ่ง “ไทย” เคยเป็นฐานการผลิตรถยนต์จนได้ชื่อว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเซีย” แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนผ่านจาก “อุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป” ไปสู่ยุค “รถยนต์ไฟฟ้า” ได้ ซึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายไม่มีความชัดเจน นักลงทุนจึงตัดสินใจเลือกลงทุนในประเทศที่พร้อม และมีนโยบายชัดเจนกว่า
ประเทศไทยยังขาดความพร้อมด้านข้อมูลและมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญของดัชนีการลงทุนระดับโลก เป็นการสะท้อนอีกมิติหนึ่งที่ถูกมองข้าม คือ “ความพร้อมด้านข้อมูล” ในยุคที่การตัดสินใจลงทุนพึ่งพาข้อมูลเป็นตัวนำ ประเทศที่ไม่มีข้อมูลครบถ้วน หรือไม่สอดคล้องมาตรฐานสากล จะถูกลดความน่าเชื่อถือโดยอัตโนมัติ

ขณะที่ในด้าน นวัตกรรมและเทคโนโลยี ไทยยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนายังมีน้อยและไม่เพียงพอ ไทยจึงไม่สามารถสร้างคลื่นลูกใหม่ทางเศรษฐกิจและเอื้อต่อการเกิดธุรกิจใหม่ ๆ ได้ ปัญหาประชากรของไทย เป็นอีกจุดอ่อนที่ทำให้เสียเปรียบ ทุกวันนี้ไทยกลายเป็น “ประเทศสังคมสูงวัย” โดยสมบูรณ์ส่งผลกระทบกับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ทั้งในด้านแรงงานขาดแคลนและค่าแรงแพง การบริโภคชะลอตัวซึ่งเป็นตัวสะท้อนถึงศัยภาพตลาดในอนาคต
เหนือสิ่งใด “ภาพลักษณ์ประเทศไทย” ในสายตานักลงทุนต่างชาติ ขาดความชัดเจนในระยะยาว นโยบายเศรษฐกิจยังเน้นกระตุ้นระยะสั้น ๆ มากกว่า “การปฎิรูปเชิงโครงสร้าง” จึงอย่าได้แปลกใจที่ “ไทย” ไม่อยู่ในสายตานักลงทุนจากทั่วโลก
ที่สำคัญ “การเมืองไร้เสถียรภาพ” มีความไม่แน่นอนสูง เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ๆ นโยบายขาดความต่อเนื่อง ระบบราชการซับซ้อนไร้ประสิทธิภาพ การอนุมัติโครงการต่าง ๆ ล่าช้า ไม่โปร่งใส นักลงทุนในระดับโลกไม่ได้มองแค่ผลตอบแทนเฉพาะหน้า ระยะสั้น ๆ ถ้ากฏระเบียบไม่ชัดเจน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนแฝง นักลงทุนจึงหันไปลงทุนที่อื่นแทน
นี่คือ “ระเบิดเวลลูกใหญ่” ท้าทายรัฐบาล “นายกฯหนู” ที่ฝันจะกู้วิกฤติเศรษฐกิจและยกระดับประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง อาจจะต้อง “ฝันสลาย”
……………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















