ถึงจะเป็น“โรงไฟฟ้า RE 100”ในอนาคต แต่บทบาทของ“LNG”ยังไงก็ปัดตกยาก

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) เลื่อนมาเรื่อย ๆ ล่าสุดเลื่อนด้วยปัจจัยจากแรงกระเพื่อมของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้สภาพัฒน์ต้องขอปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ในปีนี้ปรับลดจาก 1.7% เหลือ 1.4% ปี 2570 จาก 2.6% เหลือ 2.2% ปี 2571 จาก 2.8% เหลือ 2.4% และปี 2572-2576 อยู่ที่ 2.8%

เมื่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเปลี่ยน ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็เปลี่ยนไปด้วย ทำให้ต้องทำจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ (Load Forecast) ทั้งกรณีฐาน (base cases) กรณีสูง (base case High) และกรณีต่ำ (base case Low) คาดการณ์ว่าจะเสร็จสิ้นเดือนพ.ค.นี้ จากนั้นจะมีการจัดทำแผนกำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อบรรจุโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงต่าง ๆ เข้าแผนให้สอดคล้องกัน ร่าง PDP 2026 น่าจะเสร็จปลายเดือนก.ค.เพื่อส่งให้รมว.พลังงานต่อไป

รมว.พลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จั่วหัวไว้ไม่ต่างกับรมว.พลังงานคนก่อน ๆ ว่า หัวใจสำคัญของ PDP 2026  คือ Net Zero 2050 หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2593 ที่ทำให้ไทยต้องเพิ่มสัดส่วน “พลังงานสะอาด” ไม่น้อยกว่า 50% 

ขณะเดียวกันก็อาศัยแผน PDP 2026 มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคตด้วย เช่น นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) เพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากแหล่งกำเนิด เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อนำไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดินไม่ให้ลอยขึ้นสู่บรรยากาศ ซึ่งตอนนี้เรากำลังทำโครงการนำร่องที่ “โครงการอาทิตย์” ในทะเลอ่าวไทย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด PDP 2026 การผลิตไฟฟ้าในระยะสั้นและระยะกลาง ยังไงก็หนีไม่พ้นก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG ) แม้รมว.พลังงานจะประกาศว่าต้องการลดการพึ่งพา LNG และหันมาพึ่งพาตนเองด้วยการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) ที่เพิ่มโควตาให้ภาคประชาชนผลิตและรัฐรับซื้อ 500 เมกะวัตต์ ในอัตรา FiT ที่ 2.2 บาทต่อหน่วย นาน 10 ปี แต่เอาจริงคงไม่สามารถมาทดแทน LNG ได้ เพราะช่วงพีคหรือความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของเราสูงขึ้นทุกปี อย่างปีนี้เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ปาเข้าไป 35,000 เมกะวัตต์

กูรูพลังงาน บอกว่า PDP 2026 ที่จะเพิ่ม RE (Renewable Energy) เป็น 50-60% ซึ่งตัวเลขนี้รวมไฟฟ้าจากพลังน้ำลาวด้วย ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซฯ เหลือประมาณ 40% แต่ภาพรวมแผนจัดหาก๊าซ (Gas Plan) ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร การใช้ LNG ยังคงเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะปริมาณก๊าซอ่าวไทย และเมียนมาลดลง

ดังนั้นการใช้ LNG ยังมีบทบาทในแผน PDP 2026 จะไปพึ่งถ่านหินก็ทำได้ยากในยุค Net Zero บวกกับ ราคา LNG ที่มีการคาดการณ์ว่าหากผ่านช่วงวิกฤตินี้ไปได้ ราคาจะไม่สูงนัก มีข้อมูลว่าหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จบ 1-2 เดือนนี้จะกระทบราคา LNG เฉพาะแค่ปีนี้และปีหน้า ส่วนปี 2571 เป็นต้นไปตลาดยังเป็นของผู้ซื้อ เนื่องจากมีโครงการผลิตใหม่ในประเทศต่าง ๆ ออกมาขายในตลาด เรียกว่า Oversupply โดยเฉพาะโครงการในสหรัฐฯ จากข้อมูลพบว่าในปีนี้จนถึงปี 2571 จะมี LNG แหล่งใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 100 ล้านตัน มีการคาดการณ์ว่าราคา LNG ตามสัญญา และในตลาดจรจะต่ำกว่า 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

และการปัดตกโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ทำได้ยาก ด้วยเหตุที่ว่าการผลิตไฟฟ้าจาก RE ต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่ทำหน้าที่สำรองกำลังผลิตไฟฟ้าเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินที่ระบบผลิตไฟฟ้าจากลมหรือแดดไม่มา ยกเว้นโรงไฟฟ้า RE ต้องแนบมาด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ให้เกิดความมั่นคงมากขึ้น แต่ต้นทุนแพงในระยะต้น

ดังนั้นร่างแผน PDP 2026 วัดกื๋นกันพอสมควรว่าจะทำอย่างไรให้บาลานซ์ มี RE เข้าระบบมากขึ้น เพื่อสอดคล้องกับ Net Zero 2050 แต่ระบบไฟฟ้าของประเทศก็ต้องมั่นคงด้วย กื๋นของผู้ดูแลระบบสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการบริหารจัดการความต้องการกับความสามารถในการผลิตไฟฟ้าตลอดเวลา เมื่อการผลิตไฟฟ้าจากแดดจากลมยากต่อการคาดการณ์ เพราะผันแปรขึ้นลงรวดเร็วตามสภาพอากาศ และยากต่อการควบคุมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ขณะเดียวกันโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย ก็คือค่าไฟต้องไม่แพงด้วย แม้จะมี RE เข้ามามากแค่ไหนก็ตาม เป็นความท้าทายพอตัว ที่จะต้องทำให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมั่นคงมากขึ้นภายใต้การผลิตไฟฟ้าจาก RE เกิน 50% และอาจไป 100 % ในอนาคต

ว่ากันตามเทคนิคแล้วพระเอกที่ต้องเข้ามาช่วย คือ Grid modernization ,Grid support หรือ Grid forming technology เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าหากต้องเชื่อมต่อกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นไม่ให้เป็นเหมือนสเปนที่ไฟดับทั่วเมืองภายหลังพึ่งพา RE ในสัดส่วนที่สูงขึ้น

“Grid Modernization” หรือ ระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นต้องซึ่งสนับสนุนด้วย 3 ส่วน คือ  1.ระบบกักเก็บพลังงาน 2.โรงไฟฟ้ายืดหยุ่น และ 3.การบริหารจัดการด้านพลังงาน

ทางด้านของระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ก็เพื่อกักเก็บพลังงานส่วนเกินจากระบบผลิต และนำมาใช้เมื่อ RE ผลิตได้ลดลงหรือไม่ได้ เช่น แบตเตอรี่ (BESS) ส่วนโรงไฟฟ้ายืดหยุ่น (Flexible Power Plant) ต้องปรับปรุงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่ หรือโรงใหม่ที่จะเข้ามาให้มีความยืดหยุ่นในการผลิตไฟฟ้า สามารถลดกำลังผลิตและรักษาระดับการเดินเครื่องขั้นต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเดินเครื่องอย่างเต็มพิกัดของ RE ขณะเดียวกันก็พร้อมเพิ่มกำลังผลิต เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าหลักทันที เมื่อ RE ผลิตไฟฟ้าไม่ได้

ส่วนเทคโนโลยีบริหารจัดการด้านพลังงาน ขึ้นกับศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center: REFC) ที่จะมาช่วยพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจาก RE ให้แม่นยำโดยต้องทำงานควบคู่กับศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center: DRCC) เพื่อควบคุมการผลิตไฟฟ้าให้สมดุล

นอกจากนี้ก็ต้องมี Grid support หรือ Grid forming technology มารักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าหากต้องเชื่อมต่อกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น โดยอาศัยกลไกกำกับดูแล RE เพื่อมาช่วยควบคุมแรงดัน ช่วยรักษาคุณภาพไฟฟ้า สามารถประสานงานกับโครงข่าย เช่น ต้องไม่ปลดโรงไฟฟ้าออกจากระบบในขณะเกิดความบกพร่องในระบบ (Fault Ride-Through) ที่จะส่งผลให้แรงดันตกหรือความถี่ตก

ทั้งนี้ หมายความว่าโรงไฟฟ้า RE ทุกรายต้องมีภารกิจช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบในช่วงเกิดเหตุขัดข้องด้วยนอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้า RE ให้มีความมั่นคงตลอด 24 ชม. ไม่ใช่แค่ผลิตเข้าระบบแล้วจบแต่ต้องรับผิดชอบต่อระบบรวม และประชาชนผู้ใช้ไฟด้วย

ควรเลยต้องให้โรงไฟฟ้า RE ติดตั้งแบตเตอรี่มาด้วย และร่วมมือช่วยเสริมความมั่นคงของระบบรวมถึงระบบส่ง เช่น ให้ความร่วมมือในการรายงานข้อมูลการผลิตไฟฟ้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางนำไปใช้ในการวางแผนระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีเสถียรภาพในระยะยาว

…………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…”ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)   

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img