“สส.พรรคประชาชน” แสดงจุดยืน 5 ข้อ คัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย สร้างความชอบธรรมให้กับสถานการณ์ในเมียนมา พร้อมเรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาไทย ยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชน และทบทวนนโยบายต่างประเทศต่อรัฐบาลเมียนมา
เมื่อวันที่ 6 ส.ค.69 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าวแสดงจุดยืนต่อกรณีที่ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 6 – 7 ส.ค.69 ว่า ในฐานะ สส. รู้สึกเสียใจและผิดหวังต่อรัฐบาลไทยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ควรมีจุดยืนในการดำเนินการเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มียุทธศาสตร์มากกว่านี้ จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐสภาและรัฐบาล 5 ข้อ ดังนี้ 1.ขอให้รัฐสภาไทย โดยประธานรัฐสภา แสดงจุดยืนที่ชัดเจนและยึดมั่นในหลักการสิทธิมนุษยชนสากล และในฐานะผู้นำสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อแสดงจุดยืนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อคุณค่าแห่งสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กติการะหว่างประเทศ ตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า 2. ขอให้รัฐบาลระมัดระวังในการทำข้อตกลงหรือการดำเนินการใด ๆ ในการเปิดโอกาสให้ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ใช้ประเทศไทยในการสร้างความชอบธรรม และควรทบทวนนโยบายต่างประเทศต่อรัฐบาลเมียนมาใหม่ และส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่สนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและยินดีต้อนรับเฉพาะกระบวนการที่นำไปสู่สันติภาพที่จริงใจเท่านั้น และขอให้ประธานรัฐสภาส่งข้อห่วงใยจากฝ่ายนิติบัญญัติต่อรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศให้พิจารณาทบทวนหรือระงับการเชิญพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เข้ามาร่วมการเยือนทางการเมืองหรือกิจกรรมระดับรัฐในประเทศไทยในอนาคต 3.ขอเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อนำไปสู่สันติภาพและประชาธิปไตยในเมียนมา (Joint Committee for Peace and Democracy in Myanmar) ขอเสนอให้รัฐสภาไทยใช้กลไกการทูตฝ่ายนิติบัญญัติ (Parliamentary Diplomacy) ในการผลักดันให้เกิดคณะกรรมการร่วมฯ ดังกล่าวซึ่งเป็นประกอบไปด้วยผู้แทนจากฝ่ายนิติบัญญัติไทย รัฐบาลไทย ผู้แทนรัฐบาลเอกภาพการเมือง ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนภาคประชาสังคมและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองและช่วยเหลือทางมนุษยธรรม และเปิดพื้นที่เจรจาที่เป็นธรรม
- รัฐบาลไทยต้องยื่นข้อเรียกร้องพร้อมกรอบระยะเวลาให้รัฐบาลทหารเมียนมาดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อาทิ ขบวนการค้ายาเสพติด การปะทะบริเวณแนวชายแดน ปัญหาสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ การปล่อยสารพิษลงแม่น้ำและปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน รวมทั้งต้องอนุญาตให้รัฐบาลไทยสามารถเข้าไปสำรวจพื้นที่ตามแนวชายแดนเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาได้อย่างเบ็ดเสร็จ 5. รัฐบาลไทยต้องตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการทูต (Special Diplomatic Task Force) ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ในเขตปกครองของกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและคนไทย รวมทั้งส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ตนจะดำเนินการจัดตั้งเครือข่ายประชาธิปไตยอาเซียนเพื่อสันติภาพ สิทธิมนุษยชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกันของภาคการเมือง ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และองค์กรสื่อมวลชน เพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพสิทธิมนุษยชน การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีร่วมกันของประชาชนสังคมอาเซียน



















