กรณี บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ทุ่มเงินมากถึง 2,300 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก และ รายการของฟีฟ่าทั้งหมด ตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2026 จนถึงฟุตบอลปี 2030 พร้อม เปิดสมัครแพ็กเกจราคา 5,999 บาท ชมได้ 2 จอ โปรโมชั่นผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน กลยุทธ์นี้น่าสนใจไม่น้อย
ถ้ามองเฉพาะเม็ดเงิน 2,300 ล้านบาท อาจคิดว่า ราคาค่อนข้างแพง แต่หากดู “ไส้ใน” รายละเอียดอาจจะเห็น “มูลค่า” ที่ “ซ่อนอยู่” หลังดีลนี้ นับว่า “น่าสนใจทีเดียว”
หากใครติดตามข่าวการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกอย่างใกล้ชิด ต้องบอกว่า งานนี้ไม่ใช่ “ดีลด่วน” แต่อย่างใด “ทีมผู้บริหาร” ไม่ได้ตัดสินใจกะทันหัน แต่ได้ยื่นข้อเสนอจะขอซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกกับฟีฟ่า…มาปีกว่าแล้ว
นั่นหมายความว่า การตัดสินใจของผู้บริหาร JAS น่าจะดีดลูกคิดรางแก้วด้วยความรอบคอบ จะเห็นจากเงื่อนไขการเจรจาในมูลค่า 2,300 ล้านบาทนั้น คือ แพ็คเกจของฟีฟ่าทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2026 จนถึงปี 2530 เรียกว่า ทุกทัวร์นาเมนต์ของฟีฟ่าตลอด 4 ปี มีทั้งฟุตบอลโลก 2026-ฟุตบอลโลก 2030-ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก-ฟุตบอลเยาวชนโลก-ฟุตซอลโลก-ฟุตซอลชายหาดโลก และอื่น ๆ ที่เป็น “รายการของฟีฟ่า” ที่สำคัญ…ยังไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ทีเดียว แต่แบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ จนถึงก่อนฟุตบอลโลกครั้งหน้า
ทั้งนี้ ยืนยันจากเอกสารชี้แจงของผู้บริหารต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า JAS ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายฟุตบอลโลก 2026 รวมทั้งฟุตบอลฟีฟ่า รายการอื่น ๆ รวม 15 ทัวร์นาเมนต์ แค่ 658 ล้านบาท ส่วนงบ 2,300 ล้านบาท ที่ JAS จ่ายให้ฟีฟ่า ไม่ต้องจ่ายรวดเดียวหมด โดยแบ่งจ่ายก่อน 98.7 ล้านบาทภายใน 10 วัน นับตั้งแต่วันแข่งบอลโลก 2026, จ่ายอีก 559.3 ล้านบาทภายใน 30 วัน หลังจบแข่ง และที่เหลืออีก 1,645 ล้านบาทไปจ่ายทีเดียวก่อนวันแข่งฟุตบอลโลก 2030
แม้ JAS จะได้รับการตอบรับและเซ็นสัญญากับฟีฟ่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนพิธีเปิดการแข่งขัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ฟีฟ่าจะได้เปรียบโก่งราคาเสมอไป ตรงข้ามอาจจะเป็น “นาทีทอง” ของ “ผู้ซื้อ” อย่าง JAS ที่ได้เงื่อนไขดี ๆ ด้วยเม็ดเงินที่เสนอ ก็ยากที่ฟีฟ่าจะปฏิเสธเม็ดเงินขนาดนี้ ฟีฟ่าเองก็ไม่อยากให้หลุดมือแน่ ๆ ส่วน JAS เองก็ได้ของดีราคาสมเหตุสมผลผูกขาดลิขสิทธิ์รายการฟีฟ่าไปอีก 4 ปีเต็ม ๆ เรียกว่า “เหนือชั้นจริงๆ”

ที่น่าสนใจ JAS ไม่ได้ถือลิขสิทธิ์เฉพาะฟุตบอลโลก ก่อนหน้านี้ก็ได้ ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก มาแล้ว ยังมี ฟุตบอลยูโร และรายการกีฬาอื่น ๆ เข้ามาอยู่ในระบบอีกหลายรายการ เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ภาพของ JAS ไม่ใช่แค่ถือลิขสิทธิ์กีฬา แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศน์กีฬา” หรือ “Sport Ecosystem” เพราะถ้าเป้าหมายกีฬาอย่างเดียว ดีลนี้อาจจะมีความเสี่ยง แต่ถ้าหากเป้าหมายคือ การสร้างฐานลูกค้าและสร้างแพล็ตฟอร์มกีฬาในอนาคต ดีลนี้ก็น่าสนใจ
ผู้บริหาร JAS มองเกมยาว คงไม่หวังผลแค่ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 แน่ ๆ เพราะด้วยเงื่อนเวลาที่กว่าจะตกลงกันได้ ก็กระชั้นชิด รวมถึงเวลาในการแข่งขัน ก็ไม่เอื้ออำนวยสำหรับคนไทย เพราะส่วนใหญ่โดยเฉพาะ “คู่สำคัญ” จะเริ่มเตะกันตอนดึกมาก ๆ ร้านอาหาร ร้านเหล้าและผับก็ปิดแล้ว การจะหาลูกค้า หาสมาชิกเที่ยวนี้ ก็คงไม่ง่าย
ฉะนั้นเชื่อว่า สิ่งที่ ผู้บริหาร JAS ต้องการจริง ๆ ไม่ใช่ “ผลกำไร” จากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 แม้จำนวนการแข่งขันจะเพิ่มจากฟุตบอลโลก ปี 2022 ทั้งหมด 65 แมตช์ ราคา 1,400 ล้านบาท, ปี 2026 เพิ่มเป็น 104 แมตช์ ราคา 1,300 ล้านบาท เฉลี่ยต่อแมตช์แล้ว ราคาจะถูกกว่าก็ตาม แต่ดีลนี้ฟุตบอลโลกรอบนี้ จึงเป็น “กลยุทธ์ล็อกกำลังซื้อในอนาคต” สำหรับทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ จนถึงฟุตบอลโลกปี 2030 เอาไว้ในมือล่วงหน้า

บทวิเคราะห์บางสำนักคำนวณว่า ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกรอบนี้ หาก JAS มีสมาชิกใหม่ 500,000 คน แต่ละคนจ่าย 1,500-2,000 บาท ก็สร้างรายได้เฉียด ๆ พันล้านบาท หากรวมสปอนเซอร์ที่ไม่อยากตกกระแส และยอมจ่าย ก็อาจจะเป็นรายได้อีกส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเพียงการสันนิษฐาน อาจไม่เป็นไปตามที่วิเคราะห์ก็ได้ เพราะสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป ล้วนมีผลต่อการโฆษณา ทั้งสิ้น
เรื่องนี้ผู้บริหาร JAS ก็ออกมายอมรับว่า หากมองระยะสั้น ดีลนี้ไม่คุ้มค่าทางตัวเลขกำไรสุทธิทันที แต่ในแง่กลยุทธ์ ดีลนี้จะเป็นประโยชน์ที่อาจไม่ได้คิดเป็นตัวเงิน ก็น่าจะจริง
ไม่อาจปฏิเสธได้คือ ทันทีที่มีข่าวลือในตลาดหุ้นว่า JAS ดีลกับฟีฟ่า ราคาหุ้น JAS กับ MONO เด้งรับล่วงหน้า 4.5% และ 15% ตามลำดับ หลังเจรจาปิดดีลกันเรียบร้อยราคาหุ้น JAS พุ่งเกือบ 13% และ MONO บวกกว่า 8% แสดงว่าตลาดหุ้นมองดีลนี้เป็นบวกต่ออนาคตบริษัท
ที่สำคัญการคว้าลิขสิทธิ์ฟีฟ่าครั้งนี้ ต่อยอดจากความสำเร็จของ JAS ในการบริหารลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลก ทั้ง พรีเมียร์ลีก, เอมิเรต เอฟเอ.คัพ, วอลเลย์บอล เวิลด์ และยูฟ่า ยูโร เพื่อตอกย้ำว่า JAS กำลังยกระดับธุรกิจสู่ “สปอร์ต แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพล็ตฟอร์ม” ระดับภูมิภาค ไม่ใช่แค่ฟุตบอลโลกเท่านั้น
ภาพลักษ์ของเครือ JAS และ MONO หลังจากนี้จะเปลี่ยนจาก “ผู้ถือลิขสิทธิ์กีฬา” ในการยกระดับธุรกิจสู่ “King Of Sport” อย่างแท้จริง
……………………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย….. “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC





















