ปัญหาตลาดทุนไทย ในเวลานี้ ต้องยอมรับว่า ยังต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคำตอบ…อาจไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ การขึ้นดอกเบี้ย หรือสงครามการค้า เท่านั้น!
แต่คือคำว่า “ความเชื่อมั่น” ที่กำลังถูกสั่นคลอนจากปัจจัยภายในประเทศ…ซ้ำแล้วซ้ำเล่า…ระลอกแล้วระลอกเล่า แม้ปัจจัยทางด้านการเมืองดูเหมือนจะค่อนข้างสงบนิ่งก็ตาม
ต้องยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาที่มีผลกวนใจและสร้างความหนักใจให้กับนักลงทุน มีทั้งเหตุการณ์ การยื่นข้อมูลการถือหุ้นอันเป็นเท็จ ผ่านระบบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือ การแจ้งหุ้นทิพย์
รวมไปถึง การกล่าวโทษผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ ที่เป็นกระแสในตลาดทุน ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หรือแม้แต่ตลาดเงิน ที่ถูกพูดถึงกันเป็นจำนวนไม่น้อย
ขณะเดียวกัน ยังมี เหตุการณ์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ลงทุนรั่วไหลจากระบบ TSD Investor Portal ของ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD โดยไม่ได้รับอนุญาต กระทบคนกว่า 2 แสนราย จากผู้ถือหุ้นทั้งหมดกว่า 5 ล้านราย
เหตุการณ์เหล่านี้ กลับกลายเป็นว่า ยิ่งทิ่มแทงความไว้เนื้อเชื่อใจของบรรดานักลงทุนทีี่มีต่อตลาดหุ้นไทยไม่น้อย แม้พฤติกรรมหรือสิ่งที่เกิดขึ้น จะมีรายละเอียด หรือผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันก็ตาม
สิ่งที่เหมือนกันคือ...ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะอย่าลืมว่า…ตลาดทุนไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย “ความไว้วางใจ”
เมื่อความไว้วางใจเริ่มสั่นคลอน เงินทุนก็พร้อมจะไหลออกได้ทุกเมื่อ โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนก.ค.นี้ ได้สะท้อนถึงความผันผวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยดัชนี SET เปิดเดือนที่ระดับ 1,588.23 จุด ก่อนปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนแตะ จุดสูงสุดของเดือนที่ 1,657.55 จุด เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติและความหวังต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
หลังจากนั้น ดัชนีกลับเผชิญแรงขายทำกำไรและแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศ จนปิดการซื้อขายเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ก่อนวันหยุด ที่ 1,624.47 จุด ลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 33 จุด ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
ขณะที่การซื้อขายเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่เปิดตลาด โดยเคลื่อนไหวทั้งขึ้นและลงกว่า 40 ครั้งก่อนปิดตลาด ณ เวลา 17.02 น. ที่ดัชนีหุ้น 1,598.11 จุด ลดลง 26.36 จุด หรือ 1.62%
แม้ดัชนีจะปรับตัวลดลง แต่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังอยู่ในระดับสูง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ค.69 มูลค่าซื้อขายสูงถึง 112,047.42 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจาก “การเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าการลงทุนระยะยาว” สะท้อนว่า นักลงทุนยังขาดความมั่นใจต่อทิศทางตลาด
นักลงทุนต่างชาติยังซื้อขายอย่างระมัดระวัง ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมีการปรับพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวแรงกว่าหลายตลาดในภูมิภาค
เดิมทีตลาดหุ้นไทย ก็เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น…ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก
แต่สิ่งที่นักลงทุนคาดหวังคือ อย่างน้อยปัจจัยภายในประเทศควรเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กลับเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดคำถามต่อระบบกำกับดูแลตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง
กรณี “หุ้นทิพย์” ของ “สุภาพร พิมพงษ์” แม้ “ก.ล.ต.” ได้สั่งถอดข้อมูลอันเป็นเท็จ พร้อมเข้าแจ้งความกล่าวโทษเธอต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นสังคม สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ตลาดทุนไม่น้อย
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า…หากทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ระบบกำกับดูแลปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อไม่เป็นจริง เหตุใดข่าวลือจึงสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นได้มากเช่นนี้
นั่นสะท้อนว่า…ตลาดทุนไทยกำลังเปราะบางต่อข่าว ไม่ใช่เพราะนักลงทุนตื่นตระหนกเกินเหตุ แต่เพราะความเชื่อมั่นที่มีอยู่เดิมลดลง ยิ่งเมื่อเกิดกรณีข้อมูลผู้ลงทุนของ TSD รั่วไหล ความกังวลก็ยิ่งขยายวงกว้าง เพราะในยุคดิจิทัล ข้อมูลถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าไม่ต่างจากเงินลงทุน
ขณะที่การกล่าวโทษผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ ในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการกำกับดูแลตลาดการเงิน เพราะข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงข้อเท็จจริง อาจส่งผลต่อการประเมินฐานะทางการเงินและความมั่นคงของผู้ประกอบธุรกิจ
สำหรับประเทศไทย สิ่งที่นักลงทุนต้องการในเวลานี้ อาจไม่ใช่เพียงการออกมาปฏิเสธข่าว แต่คือการแสดงให้เห็นว่า ระบบกำกับดูแลยังเข้มแข็ง สามารถตรวจสอบได้จริง และมีบทลงโทษที่ชัดเจนหากพบความผิด
เพราะ…ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากคำพูด แต่เกิดจากการลงมือทำ!
…………………………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















