“ปลัดกระทรวงพลังงาน”คนใหม่กับยุคเปลี่ยนเกมพลังงาน!!

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

หลังจากสร้างความฮือฮาถึงรายชื่อปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งคร่ำหวอดในวงการเกษตรมาโดยตลอด ตำแหน่งสำคัญก่อนหน้าเป็นเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้คนในวงการพลังงานมึนตึบว่าหลังจากนี้การบริหารงานในกระทรวงพลังงานจะเป็นไปอย่างไร แล้วก็เป็นที่ชัดเจนว่าคนกุมบังเหียนตัวจริงในกิจการพลังงานของประเทศ ณ ตอนนี้คือใคร ?  

หากพูดถึงความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานของปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ก็คงมีการสะสมประสบการณ์มาเป็นลำดับ โดยมาชิมลางหาเพื่อนในวงการพลังงานจากการร่ำเรียนหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่ 20 สถาบันวิทยาการพลังงาน ปี 67 แล้วต่อมาก็มาเป็นกรรมการอิสระ และประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) ตั้งแต่ 9 เม.ย.69 ถึงปัจจุบันก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง

ก่อนหน้านี้คนกุมบังเหียนความเป็นไปของกิจการพลังงานของประเทศมีไม่กี่สาย หน่วยงานและองค์กรด้านพลังงานเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตาม เรา ๆ มองไม่เห็นมานานแล้วถึงการมีดรีมทีมพลังงานที่เป็นหลัก และศักดิ์สิทธิ์ เป็นกลาง มีคนฟัง คอยดึงรั้งให้กิจการพลังงานประเทศเดินไปในทิศทางที่เข้ารูปเข้ารอย ยิ่งมายุคที่ “อะไรก็เกิดขึ้นได้” หลังจากนี้จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็น “อะไรใหม่ ๆ”!! 

อาจเป็นเรื่องดีหากต้องการมาล้างมาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้ดีขึ้นในกระทรวงพลังงาน มีผู้นำที่นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรมาเชื่อมต่อระบบการผลิตพืชเศรษฐกิจเข้ากับกิจการพลังงานของประเทศ ผลักดันพืชเกษตรอย่างปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลังให้เป็นพืชพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมัน และยกระดับราคาผลผลิตของเกษตรกรอย่างที่นายกรัฐมนตรีว่าไว้ว่าจะเปลี่ยนท้องไร่ท้องนามาเป็นโรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้าให้ประเทศเป็น Bio Energy ก็น่าจะดี

แต่เนื่องจากกิจการพลังงานของประเทศมีหลายมิติด้วยกัน ซัพพอร์ทเกษตรกรเป็นด้านหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายด้านหลายมุม การที่นายกฯ ยกแม่น้ำบอกข้อดีการมาของปลัดใหม่ด้านเดียว ดูขาดวิสัยทัศน์ไปฉับพลัน แล้วเอาเข้าจริง ๆ เกษตรกรรายเล็กรายน้อยสามารถลืมตาอ้าปากจากพืชพลังงานได้จริงหรือไม่ เราทำเพื่อใครกันแน่ ก็ยังเป็นคำถาม?

ในด้านพลังงานแห่งอนาคตอาจได้ยินได้ฟังกันมานาน แต่พอจะทำเชิงกลยุทธ์ของประเทศไม่ง่าย มีหลายอย่างต้องพร้อมใจกันทำ ต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และดรีมทีมของประเทศ เรากำลังถึงช่วงรอยต่อที่สำคัญของกิจการพลังงานประเทศไปสู่พลังงานรูปแบบใหม่ตามเทรนด์โลกที่ไปสู่ยุคดิจิทัล แม้เราไม่พร้อมจะไปก็ต้องไป อะไร ๆ ก็ต้องใช้ไฟฟ้า แค่ EV ก็มีการพัฒนารูปแบบและการใช้งานมาแทนรถใช้น้ำมันอย่างรวดเร็วและจะพัฒนาไปอีกไกล

ดังนั้นในเวลานี้ภาคไฟฟ้าจำเป็นต้องวางโครงพื้นฐานอีกมาก เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ซึ่งต้องมีนักบริหารประเทศที่มาช่วยกันมอง วางแผน และสนับสนุนด้านการวิจัยพัฒนาและงบประมาณ เพื่อมาปรับเข้าสู่ระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ (Grid Modernization) ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเชื่อมต่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่จะมีสัดส่วนมากขึ้น หรือมากกว่า 60% ไปจนถึงเกือบ 90% ในปี 93  ต้องมี ‘ระบบกักเก็บพลังงาน’ ‘โรงไฟฟ้ายืดหยุ่น’ และ ‘การบริหารจัดการด้านพลังงาน’ 

เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้ารูปแบบใหม่ต้องอยู่ในแผน นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ก็บรรจุในร่างแผนพัฒนาพลังงานกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) แล้ว มีไฮโดรเจนที่กำลังศึกษา เพื่อนำมาเข้าแผนพีดีพี และใช้งานในอนาคต บวกกับเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานต่าง ๆ เช่น แบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เป็นต้น แล้วเราก็ต้องไปสู่การเปิดเสรีไฟฟ้า

รวมถึงการเป็นศูนย์กลางพลังงานในหลาย ๆ ด้าน อาทิ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ,การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ต้องทำต่อไป เพราะการเลิกใช้ฟอสซิลของโลกคงไม่กลายเป็นศูนย์ภายในเร็ววันนี้ แต่ก็ต้องมาพร้อมกับการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่เราจะทำให้เป็น HUB เพื่อสร้างสเกลให้คุ้มค่าในการลงทุน

งานบิ๊ก ๆ เหล่านี้เราต้องอาศัยผู้นำแบบไหน อาจไม่ใช่หน้าที่ของปลัดกระทรวงพลังงานเพียงผู้เดียว แต่ยามที่พลังงานกำลังเปลี่ยนผ่านนี้ “เราต้องการผู้นำที่เข้าใจสถานการณ์ และมุ่งมั่นทำงาน เพื่อประโยชน์ของประเทศ” และการศรัทธาเพื่อแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ในด้านของกิจการไฟฟ้าที่ได้บอกไว้ตอนต้นว่าเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญนั้น ในร่าง PDP 2026 กำลังขับเคี่ยว จะนำไปรับฟังความเห็นในเดือนก.ย.69 หลังจากล่าช้ามานาน ซึ่งตามร่างแผนที่วางกันมานั้น เมื่อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมีบทบาท ก็จะมีสัดส่วนเอาเข้าระบบเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% และพุ่งสูงสุดไปถึง 90% เลยทีเดียวในช่วงสิ้นแผนปี 2593 ร่างแผนพีดีพีเป็นอีกภารกิจของปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ที่จะมาช่วยกันมอง วางในแผน และผลักดันให้เป็นไปตามแผนอย่างมีทิศทางที่ควรจะเป็น

ร่างแผนพีดีพีที่จะนำไปรับฟังความเห็นแน่นอนว่าไม่มีการฟันธง มีการนำเสนอเป็น 4 ทางเลือก แต่ในส่วนของทางเลือกที่ 3 ดูเหมือนจะถูกโฟกัสจากกระทรวงพลังงานสูงสุด เพราะจะทำให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2608 โดยกำหนดจะนำพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบสูงสุด ในส่วนของโซลาร์เข้าระบบ 61,300 เมกะวัตต์ ลม 52,700 เมกะวัตต์ และลดกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าก๊าซฯ เหลือ 16,800 เมกะวัตต์ ส่วน SMR มาแน่นอนทุกทางเลือก 9,000 เมกะวัตต์ในปลายแผน

โจทย์ใหญ่ในแผนพีดีพีไม่ใช่พลังงานหมุนเวียนควรเข้าระบบเท่าไหร่ แต่อยู่ที่เราจะรักษาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงได้อย่างไรในยุคพลังงานหมุนเวียนอาจไปแตะถึง 90% ในปี 93 และท่ามกลางพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป การเพิ่มจำนวนรถ EV การเข้ามาลงทุนของ DATA CENTER ที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาล และการผลิตไฟฟ้าใช้เอง (IPS) ขณะเดียวกันความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ก็เปลี่ยนไปจากกลางวันมาเป็นกลางคืน เพราะกลางวันผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ใช้ได้ ส่วนกลางคืนผลิตไม่ได้ต้องใช้จากระบบ และยังมีเรื่องของการชาร์จรถ EV ตามบ้านเรือน และสถานีชาร์จต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าผันผวน ซึ่งแต่ละโซนพื้นที่ของประเทศต้องลงทุนวางระบบไฟฟ้าใหม่ให้มั่นคง ไม่ให้กระทบกับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม

โดยเฉพาะในโซนพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่าง กรุงเทพฯ และปริมณฑล สมุทรปราการ และนนทบุรี ซึ่งมีการขยายตัวของการใช้ไฟฟ้าสูง โดยเฉพาะรถ EV และการขยายสถานีชาร์จที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ต้องวางระบบความมั่นคง โรงไฟฟ้ามีรองรับอยู่ 2 แห่งเท่านั้นและก็มีได้เท่านี้เพราะพื้นที่หายาก คือ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ กำลังผลิต 1,498 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่อำเภอบางกรวย นนทบุรี และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ กำลังผลิต 1,930 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง สมุทรปราการ อนาคตต้องขยายกำลังผลิตรองรับ

และอนาคตใครจะขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบต้องติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS ให้มีแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่ (Power Bank) ของระบบไฟฟ้ามาด้วย ไม่ให้รัฐต้องเป็นผู้ลงทุนระบบทั้งหมด ซี่งสุดท้ายก็จะย้อนกลับไปเป็นต้นทุนค่าไฟฟ้าในที่สุด เรื่องต่าง ๆ มากมายและซับซ้อนหล่านี้เราต้องการฝ่ายประจำที่เป็นผู้นำความคิดผลักดันไปสู่นโยบายไม่ใช่ผู้ตาม

………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img