เรื่องนี้!! ต้องยกนิ้วให้กับ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญ!!
ที่มีส่วนสำคัญไม่น้อย ที่ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติ้งระดับโลก อย่าง “มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก เชิงลบ… เป็น… มีเสถียรภาพ
ไม่เพียงเท่านี้!! มูดีส์ ยังยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ ที่รับแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกได้ดีที่สุด เพราะมีจุดแข็งแกร่ง ทั้งในกรณีที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศแข็งแกร่ง และยังมีการปฎิรูปนโยบาย ที่เห็นได้ชัดเจน
ตามปกติแล้ว…บรรดาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ จะมีกำหนดการหรือไทม์ไลน์ ที่ชัดเจน ในการเดินทางมาเก็บข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจของประเทศอยู่แล้ว โดยการหารือร่วมกับหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งกระทรวงการคลัง ทั้งแบงก์ชาติ หรือสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เบื้องหลังของการมีมุมมองที่ดีต่อเศรษฐกิจไทยของมูดีส์ ในรอบนี้ ส่วนหนึ่ง… เป็นเพราะการชี้แจงและให้ข้อมูล ของดร.เอกนิติ ในช่วงที่เดินทางไปร่วมประชุม “IMF-World Bank Spring Meetings 2026” เมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่สหรัฐ
ต้องถือว่า…เป็นการชี้แจง การให้ข้อมูลกับตัวแทนของมูดีส์ ในช่วงจังหวะเวลาที่ดี ก่อนที่มูดีส์ จะออกรายงานสถานะเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า ด้วยบุคคลิกของดร.เอกนิติ ที่มีความเป็น “เทคโนแครต” ค่อนข้างสูง แม้จะเข้ามาอยู่ในภาคของการเมืองในสังกัดของพรรคภูมิใจไทย
แต่โดยสภาพ…หรือในสายตาของผู้คน ของสังคมแล้ว ก็ยังสามารถคงภาพพจน์ “นักวิชาการมืออาชีพ” ไม่น้อย จนทำให้ใครต่อใคร เชื่อมั่นว่า ด้วยภาพพจน์ของเทคโนแครต เช่นนี้จะเป็นส่วนหนึ่งส่วนสำคัญที่ช่วยนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ได้บ้าง
จากคำบอกเล่าของ ผู้บริหารเทคโนแครต คนนี้ ยืนยันชัดเจนว่า การเข้ามาทำงานของเค้า ก็เพื่อ “ประเทศชาติ” ที่อาศัยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ทั้งจากกระทรวงการคลัง และภาคเอกชน เข้ามาเป็น “ตัวนำทาง”
ดังนั้น!! เมื่อต้องให้ข้อมูลของประเทศ ความตรงไปตรงมา ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นข้อเท็จจริง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและทำให้ต่างประเทศเชื่อมั่น
ดร.เอกนิติ ระบุว่า สิ่งที่ “มูดีส์” ยังมีความกังวล ไม่ใช่ประเด็นเรื่องของการกู้เงินเพิ่มของรัฐบาลไทย เพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ หรือในเรื่องของปัญหาตัวเลขหนี้สาธารณะ แต่กลับกลายเป็นว่า มูดีส์ กังวลว่าไทยจะไม่มีการเติบโต
ด้วยเหตุนี้จึงได้ฉายภาพให้มูดีส์ เห็นว่า ในช่วง 4 เดือนของปลายปีที่แล้ว ในสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” คือในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 68 ด้วยนโยบายไทยแลนด์พลัส นั้น ได้ทำให้จีดีพี ฟื้นตัวขึ้นจาก 0.3% มาในระดับ 2.5%
เรื่องนี้…เป็นเครื่องชี้ที่ยืนยันให้เห็นชัดเจนว่าได้ทำจากจุดที่กำลังจะแย่ให้ดีขึ้นมาได้ โดยกลไกหลักที่นำมาใช้ขับเคลื่อนจีดีพีให้ฟื้นตัว คือ การผลักดันการลงทุน เป็นหลัก ไม่ใช่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อย่าง “โครงการคนละครึ่ง”
ด้วยเหตุนี้…จึงเรียกได้ว่า เศรษฐกิจที่เติบโตมาได้นั้น มาจากการลงทุนล้วน ๆ ทั้งการลงทุนของภาครัฐ การลงทุนของภาคเอกชน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รวมไปถึงการลงทุนจากการผลักดันมาตรการ ไทยแลนด์ ฟาสต์พาส

โดยตัวเลขการลงทุนภาครัฐนั้นขยายตัวได้มากถึง 13% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 8% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี จึงถือได้ว่า “การลงทุน” คือ…อนาคตของประเทศ
รองนายกฯ และรมว.คลัง บอกไว้ชัดเจนว่า มูดีส์ ไม่ได้ห่วงเรื่องการกู้เงิน เพราะทุกประเทศก็เตรียมกู้เงินเพิ่มหรือขยายเพดานหนี้ด้วยกันทั้งนั้น ที่สำคัญหนี้สาธารณะของไทยก็ยังไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ ขณะที่บางประเทศสูงกว่า 100% ไปแล้วด้วยซ้ำ
ดังนั้น!! ถ้ารัฐบาล ถ้าประเทศ ไม่ทำอะไรเลย สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ย่อมต้องเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว เพราะจำนวนจีดีพีนั้นลดลง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งกระตุ้นเรื่องของการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้น ต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส
โดยเวลานี้การลงทุนเข้ามาในไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นต้องทำให้เห็นว่าประเทศมีโมเมนตัมที่ดีขึ้น จากคำขอส่งเสริมการลงทุนต้องทำให้เกิดการลงทุนจริง เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนว่ามีการลงทุนที่แท้จริงเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังได้ชี้ให้มูดีส์ เห็นว่า รัฐบาล โดยเฉพาะตัวเองที่ให้ความสำคัญกับเรื่องวินัยการคลังของประเทศเป็นเดิมทีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็เห็นว่าได้ทำในเรื่องแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ที่เริ่มจากการคืนหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้ทำให้เห็นมาแล้ว
ไม่เพียงเท่านี้ ก่อนหน้านี้เอสแอนด์พี ก็คงมุมมองประเทศไว้ในระดับมีเสถียรภาพ เช่นกัน เพราะเค้าเห็นในสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ ก็เช่นเดียวกัน เป็นคำชี้แจงที่ชี้ให้เห็นว่าทำอะไรมาบ้าง จากนี้ไปอีก 4 ปีจะทำอะไร โดยเฉพาะเรื่องของวินัยการคลัง
เอาเป็นว่า… ด้วยความไม่แน่ใจ จากสภาพของประเทศไทยที่เป็นอยู่ ดร.เอกนิติ ถึงขนาด ต้องฮอตไลน์สายตรง บอกกับนายกฯ อนุทิน ให้ “ทำใจ” หากต้องถูก “ดาวน์เกรด”
ณ จุดนี้ ทั้ง 2 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้เพิ่มความไว้เนื้อเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ก้าวต่อไป!! ก็ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือของ “รัฐบาล” ที่จะบริหารประโยชน์ของประเทศให้ก้าวหน้า มากกว่าการสมประโยชน์ทางการเมืองได้อย่างไร?
……………………………………
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo



















