Gastech 2026 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพเป็นเวทีแสดงศักยภาพของบริษัทพลังงานทั่วโลกรวมถึงบริษัทไทย กอปรกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ PDP 2026 กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการเคาะว่าระบบไฟฟ้าของประเทศเราจะไปทางไหนในระยะยาว 25 ปี จนถึง 2593 สู่การนำเสนอต่อรมว.พลังงาน และเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และครม.ในปลายเดือนต.ค.69
ทิศทางของพลังงานถูกฟันธงว่าต้องยืดหยุ่นเพื่อรองรับความหลากหลายของการผลิตพลังงานที่จะเข้ามาทั้งจากพลังงานหมุนเวียน (RE) และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว บริษัทบิ๊กพลังงานของไทย ระบุถึงขั้นว่าแผน PDP อาจต้องทบทวนกันทุกปีด้วยซ้ำไป และอย่าใช้กระบวนการคิดและตัดสินในวันนี้ โดยให้มองข้ามความแน่นอนตายตัว เพราะเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโฉมหน้าของการผลิตและการใช้พลังงานได้อีกโดยที่เรายากจะคาดการณ์ในตอนนี้ได้

อย่างที่ CEO บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group นายธวัชชัย สำราญวานิช บอกว่า “ความไม่แน่นอน” คือความท้าทายใหม่ของภาคพลังงาน และความผันผวนจะกลายเป็น “New Normal” ของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงานจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก AI และดิจิทัล ดังนั้นระบบไฟฟ้าและพลังงานที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับความไม่แน่นอนในอนาคต
เมื่อ RE จะมามากขึ้น ทำไมงาน Gastech 2026 จึงคึกคัก เพราะทั่วโลกมองว่าก๊าซธรรมชาติจะเป็นตัวเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ RE โดยเชื่อว่าระยะ 30 ปีนี้ก๊าซฯ ยังเป็นพลังงานที่สำคัญแน่นอน ดังนั้นใน 3 วันแรกของการจัดงานมูลค่าเจรจาแผนลงทุนจึงพุ่งไปแตะ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ จากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) สัญญาจัดหาพลังงาน และข้อตกลงการลงทุน

สำหรับข้อตกลงสำคัญที่เกิดขึ้น ได้แก่ 1.China Gas Holdings และ Venture Global LNG ที่ประกาศข้อตกลงซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปริมาณ 5 แสนตันต่อปีจากสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 20 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2573 เพื่อเสริมความมั่นคงด้านการจัดหา LNG 2.GE Vernova และ B.Grimm Power ลงนามข้อตกลงจัดหาเทคโนโลยีกังหันก๊าซฯ และบริการระยะยาว เพื่อสนับสนุนกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งในโครงการเดิมและโครงการใหม่ ในประเทศไทย และมาเลเซีย 3.PETRONAS, PTTEP JDA และองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) ลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิตระยะเวลา 35 ปี และสัญญาซื้อขายก๊าซฯในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia-Thailand Joint Development Area: JDA) เพื่อเพิ่มแหล่งจัดหาก๊าซฯ ให้แก่ทั้ง 2 ประเทศ
4.Eni และรัฐบาลเซเนกัล ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อประเมินศักยภาพแหล่งน้ำมันในแปลงสำรวจนอกชายฝั่งจำนวน 5 แปลง เพื่อขยายกำลังการผลิตพลังงานภายในประเทศ 5.รัฐซาราวัก สรุปการหารือร่วมกับ Indorama Ventures และพันธมิตรจากญี่ปุ่น เกี่ยวกับการลงทุนอุตสาหกรรมก๊าซฯ ปลายน้ำและปิโตรเคมี มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเมืองบินตูลู 6.Samsung Heavy Industries ปิดดีลซื้อขายการต่อเรือขนส่ง LNG และเรือบรรทุกน้ำมันดิบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการขนส่งระหว่างประเทศ รวมมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 7.Horacio Marín ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YPF ประกาศแผนการลงนามสัญญาซื้อขาย LNG จำนวน 2-3 ฉบับ สำหรับโครงการส่งออก Argentina LNG

การมาปิดดีลกันที่ Gastech 2026 ก็เพื่อเสริมบทบาทของงาน Gastech งานเก่าแก่ระดับตำนานที่จัดมา 54 ครั้งแล้ว ซึ่งปีนี้เป็นการหวนคืนการเป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปีของไทย นอกเหนือจากการเจรจาทางธุรกิจและกิจกรรมเชิงพาณิชย์ต่าง ๆ แล้ว มีอีกหนึ่งเรื่องที่มาให้เห็นความเคลื่อนไหวกันที่นี่ อยู่ที่หัวข้อ ‘Africa Takes Power: Control, Sovereignty and Growth’ หรือการทำให้แอฟริกาเป็นแหล่งพลังงานใหม่ กระจายความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง
เยอูไค ซิมบาเนกาวี (Hon. Yeukai Simbanegavi) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงาน และการพัฒนากำลังไฟฟ้า ประเทศซิมบับเว กล่าวในงานนี้ว่า “ก่อนหน้านี้ประเทศซิมบับเวพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากประเทศอื่น แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้ค้นพบน้ำมันทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งขณะนี้ประเทศกำลังทำงานร่วมกับนักลงทุน ขณะเดียวกันยังคงต้องมีการสร้างพันธมิตรเพิ่มเติม โดยเฉพาะการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อให้นักลงทุนมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างเต็มศักยภาพ”
ก็ถือว่าในวิกฤตตะวันออกกลางก็มีโอกาสทำให้เกิดการลงทุนที่อื่นเคียงคู่กันไป ทั้งการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในแหล่งใหม่ ๆ ในแอฟริกา พร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้การสำรวจและขุดเจาะเกิดความแม่นยำมากขึ้น ย่นระยะเวลาการพัฒนาและลดความเสี่ยงในการลงทุน ที่สำคัญคือเพิ่มศักยภาพในการนำขึ้นมาใช้ รวมถึงการพัฒนาธุรกิจเดินเรือ

ความคึกคักของ Gastech 2026 ทำให้ประเมินได้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่พื้นที่จัดบูธเท่านั้น แต่มีกลไกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในงานนี้ด้วย ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนในประเทศที่กำลังมีแผน PDP 2026 ฉบับใหม่เข้ามาเติมเต็มการลงทุน โดยเฉพาะ SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ที่ไม่เฉพาะคนไทยที่จับตาทั่วโลกก็จับตาเช่นกันว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้หรือไม่ โดยเฉพาะเจ้าของเทคโนโลยี
ก็มาลุ้นกันว่าหน่วยงานนำร่องจะสะบักสะบอมเหมือนในอดีต สุดท้ายต้องพับแผนไปอีกครั้งหรือไม่ แต่เมื่อกำหนดไปในร่างแผน PDP แล้ว ระยะเวลาที่จำกัด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้นนำร่อง 300 เมกะวัตต์ในปี 2580 นับไปก็มีเวลา 11 ปี ไม่น้อยแต่ก็ไม่มาก ในงาน Gastech 2026 กฟผ.ใช้โอกาสนี้ประกาศจับมือกับองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) ศึกษาความเป็นไปได้โรงไฟฟ้า SMR เลยก็เป็นไปได้ว่าได้เลือกเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR จากสหรัฐฯ แล้วหรือไม่ ที่เดินหน้าเลยเพราะหลายคนมองว่าบรรยากาศเปิด การพูดถึง SMR ไม่ได้แย่เหมือนในอดีตอีกแล้ว และกว่าจะเคาะสร้างก็ผลัดรุ่นไปสู่ GEN ใหม่ที่เชื่อในเทคโนโลยี
สำหรับต้นทุนของ SMR มีการประเมินว่า ในปี 2580 อยู่ที่ประมาณ 3.29 บาทต่อหน่วย และปี 2593 จะลดลงเหลือ 2.99 บาทต่อหน่วย ขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯที่อยู่ราว 3 บาทต่อหน่วยไม่รวมค่าติดตั้งเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS ซึ่งปัจจุบันยังสูงมากอยู่ที่ 135 ดอลลาร์ต่อตัน แต่หาก SMR ไม่มาก็ต้องดันโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ประกบด้วย CCS มาแทนที่ หรือโซลาร์บวกแบตเตอรี่ ซึ่งมีการคิดต้นทุนตามร่างแผน PDP อยู่ที่ 3.05 บาทต่อหน่วย ส่วนพลังงานลมบวกแบตเตอรี่อยู่ที่ 2.64 บาทต่อหน่วย

ในส่วนของบิ๊กพลังงานอย่าง บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานกรรมการ บอกว่า “SMR เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ แต่ยังเกิดไม่ได้ ต้องใช้เวลา ได้ไปคุยมาที่สหรัฐก็บอกว่าแพงมาก หากจะทำตอนนี้ก็กู้เงินไม่ได้อยู่ดี จะเกิดได้ราคาต้องดี และสถานที่ตั้งต้องไกลชุมชน แต่ก็เชื่อว่าต้นทุนจะทยอยถูกลงไป ตอนนี้หาสิ่งที่ถูกกว่าทำไปก่อนอย่าง Energy Storage หรือ แบตเตอรี่ เพื่อกักเก็บพลังงานหมุนเวียนจะดีกว่า ตอนนี้ SMR ยังแพงใครนำร่องก็ไม่ไหว เพราะเป็นต้นทุนที่เข้ามาในระบบ”
หลายบริษัทพลังงานไม่ว่าจะเป็นกัลฟ์ หรือ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ประกาศตัวนำโด่งมาก่อนแล้วว่าจะเป็นเบอร์ 2 ต่อจากกฟผ.ที่จะทำ SMR ,EGCO Group , B.Grimm Power หรือ จะเป็นบริษัทอื่น ๆ อย่าง บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ก็ตาม เชื่อว่าเอาเข้าจริงไม่มีใครปล่อยมือจาก SMR แน่นอน ต่างต้องซุ่มศึกษาเทคโนโลยีกันทั้งนั้น เพราะรู้อยู่ว่ายุคดิจิทัลไม่ปิดประตูตาย SMR
ฝากว่าไหน ๆ สุดท้ายก็คงลงทุนกัน หากกฟผ.ทำได้ บริษัทต่าง ๆ ก็ควรเข้ามาร่วมหัวจมท้ายกับกฟผ.แต่ต้น อะไรเป็นต้นทุนเป็นความเสี่ยงจะปัดเลยไม่น่าจะได้แล้ว เพราะ SMR นิวเคลียร์ขนาดเล็กก็จริง แต่เรื่องไม่เล็ก เรื่องใหญ่เกินกว่าจะให้กฟผ.เดินหน้าไปผู้เดียว รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง เมื่อกล้าใส่ SMR ในแผน PDP 2026 ถึง 9,000 เมกะวัตต์ ก็ต้องสร้างองคาพยพเพื่อเดินหน้าเรื่องนี้ บริษัทพลังงานทั้งหลายที่จ้อง SMR กันอยู่อย่างน้อยต้องมาช่วยเผยแพร่ความรู้ไปยังสาธารณะ
ผู้ที่คลุกคลีศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ ย้ำว่า ตอนนี้ต้องตั้งบอร์ดขึ้นมาได้แล้ว เพื่อรวมพลังหน่วยงานต่าง ๆ มาทำงานด้วยกัน เหมือน DATA CENTER ซึ่ง SMR มีความเสี่ยงยิ่งกว่า มีเรื่องกฎหมาย การกำกับดูแล การเดินเครื่อง ความปลอดภัย มีเรื่องมาเกี่ยวข้องหลายหัวข้อ จะให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นหน่วยงานกำกับดูแล หรือจะเป็นคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงาน (กกพ.) ก็ไม่น่าเอาอยู่ ทำไมถึงบอกว่าต้องรีบกระจายข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ SMR เพราะไม่เช่นนั้นจะมีคนทำแทนแต่เป็นข้อมูลที่อาจผิด หรือหนักไปทางสร้างความวิตกกังวล ซึ่งจะนำไปสู่การต่อต้านชนิดปิดประตูตายของคนรุ่นนี้แหละ ทีนี้จะขับเคลื่อนอะไรก็ยากละ
………………………………
คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน
โดย…“ศรัญญา ทองทับ”
สนับสนุนคอลัมน์ โดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน)




















