จาก‘นิติกรรมอำพราง’สู่‘ยุติธรรมเลือนราง’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

กรณี สส.ฝ่ายค้าน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 และ 187 โดยอ้างว่ายังคงเป็นหุ้นส่วนหรือเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหาร ซึ่งเข้าข่ายการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

ต่อมา วันที่ 17 ม.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 วินิจฉัยให้นายศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยศาลรับฟังพยานหลักฐานเส้นทางการเงินที่ชี้ให้เห็นว่า การโอนหุ้นดังกล่าวเป็น “นิติกรรมอำพราง”

ครั้งนั้นเส้นทางการเมืองของ นายศักดิ์สยาม ดูเหมือนจะยังไม่ถูกปิดตายทั้งหมด โดยเงื่อนไขที่เขาจะหมดโอกาสกลับสู่เส้นทางการเมือง ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการปกปิดการถือครองหุ้นและใช้อำนาจ รมว.คมนาคม เอื้อประโยชน์ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น และส่งคดีต่อไปยังศาลฎีกาพิจารณา

แต่ปรากฎว่า ในวันที่ 8 ก.ย. 2568 ป.ป.ช.ได้พิจารณาและมีมติยกคำร้องเรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรงไป ทำให้คดีในส่วนนี้สิ้นสุดลง ทำให้สังคมตั้งคำถามเรื่องดังกล่าว เหมือนเป็นการจงใจเลือกปฏิบัติหรือไม่ จนกระทั่ง เมื่อวานนี้ (24 เม.ย.) สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกเอกสารแถลงชี้แจง

ใจความโดยสรุป ป.ป.ช. อธิบายว่า เหตุผลของมติยกคำร้องว่า พยานหลักฐานยังฟังไม่ได้ว่า นายศักดิ์สยามจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และไม่มีพฤติการณ์ใช้อำนาจแทรกแซงเอื้อประโยชน์ให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ในการรับงานของกระทรวงคมนาคม

เอกสารคำชี้แจงชอง ป.ป.ช.อธิบายเหตุผลการยกฟ้องว่า นายศักดิ์สยามได้จดทะเบียนโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ให้นายศุภวัฒน์ ผู้รับโอนหุ้น อย่างถูกต้องก่อนรับตำแหน่ง และไม่ปรากฏว่าได้เข้าไปบริหารกิจการ ทำให้เจ้าตัวเข้าใจว่าโอนหุ้นไปโดยชอบแล้ว จึงไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน

ต่อมา ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการโอนหุ้นดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพราง นายศักดิ์สยามได้ดำเนินการฟ้องร้องนายศุภวัฒน์ตามกฎหมาย ดังนั้น ป.ป.ช. จึงเห็นว่าพฤติการณ์ฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาจงใจยื่นบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง และมติของ ป.ป.ช. ไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช. ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังข้อเท็จจริงเพียงแค่ว่า นายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน โดยมีนายศุภวัฒน์ เป็นผู้ครอบครองและดูแล หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทน มาโดยตลอดเท่านั้น และการเป็นผู้ถือหุ้นตามคำวินิจฉัยศาล ไม่ได้แปลว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปบริหารจัดการ หรือเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแต่อย่างใด

หลังคำชี้แจงของ ป.ป.ช. ออกมา ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อเหตุผลของ ป.ป.ช. 3 ประการ

  1. ข้ออ้างการโอนหุ้น : ป.ป.ช. เชื่อว่านายศักดิ์สยามเข้าใจว่าได้โอนหุ้นไปโดยชอบและไม่ได้เข้าไปจัดการใดๆ ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า นั่นคือการให้ผู้อื่นถือแทน
  2. การยุติข้อพิพาททางแพ่ง : กรณีการฟ้องร้องนายศุภวัฒน์ เพื่อเรียกคืนเงินลงทุน 119.5 ล้านบาท แล้วคู่กรณียอมความโดยการขายที่ดินเพื่อชดเชย

ทาง ดร.ปริญญามองว่า ไม่ได้ลบล้างข้อเท็จจริงที่ว่านายศักดิ์สยามได้ปกปิดทรัพย์สินขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อีกทั้งมูลค่าที่ดินที่ซื้อขายกันยังต่ำกว่ามูลค่าเงินลงทุนจริงอย่างมีนัยสำคัญ

  1. การปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน : การเปิดช่องให้มีการ “ปรับปรุงบัญชีให้เป็นปัจจุบัน” ย้อนหลัง กลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ ทำให้ระบบการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินไร้ความหมาย เพราะบัญชีทรัพย์สินต้องถูกต้องแม่นยำ ณ วันที่ยื่น มิใช่การปรับปรุงภายหลังเพื่อแก้ต่าง

คำชี้แจงของ ป.ป.ช. และความเห็นนักกฎหมายจบไป แต่อยากให้ท่านผู้อ่าน ลองฟังเรื่องเล่าในยุคสมัยก่อน ที่บรรดาเจ้ามือเงินกู้ยังเป็นอาชีพที่เฟื่องฟู หากอยากปล่อยเงินกู้ได้ดอกเบี้ยแพง ๆ นั้นมีทริกทางกฎหมายไม่ยาก นั่นคือ การให้ลูกหนี้ทำสัญญารับสภาพหนี้ แล้วนำไปเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง

ยกตัวอย่างเช่น หากเจ้ามือเงินกู้คิดดอกร้อยละ 25 ต่อมามีลูกหนี้ร้อนเงิน ต้องการใช้เงิน 100,000 บาท เลยทำสัญญากันว่ากู้ยืมเงิน 125,000 บาท แต่ผู้กู้ได้รับเงินจริงเพียง 100,000 บาท ส่วนต่าง ถูกแฝงเป็นดอกเบี้ยมหาโหด

ต่อมา ทั้ง 2 ฝ่ายนำเรื่องราวนี้ไปฟ้องร้องในศาล โดยฝ่ายลูกหนี้ไม่โต้แย้งใด ๆ เพราะได้เงินไปแล้วแบบวิน-วิน ศาลอาจพิพากษาตามเอกสาร เลยทำให้หนี้ 125,000 บาทดู “ถูกต้องตามกฎหมาย” เจ้ามือเงินกู้ เลยได้ดอกเบี้ยแฝงที่มากกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ไว้ที่เพดาน 15% เป็นต้น และคดีจำพวกนี้ กลายเป็นคดีที่รกศาลอยู่ช่วงขณะหนึ่ง และมีการปรับปรุงแก้ไขไปแล้ว

กลายเป็นว่าในวันนี้ “ทริกกฎหมาย” ในอดีต ที่เจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้ใช้กัน ฉายภาพเดิมคุ้น ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง

เอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช.ที่ออกมาในครั้งนี้ จึงมีสิ่งที่เป็นคำถามคาใจสังคมอยู่มากมาย เพราะ ป.ป.ช. ถือเป็น 1 ในองค์กรอิสระ ตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามทุจริตในภาครัฐ อย่างเที่ยงตรง และเป็นธรรม

เหตุใดจึงไม่สะกิดใจกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ย้ำว่ามีการทำ “นิติกรรมอำพราง” ไปแล้ว เลยแม้แต่น้อย

และหากถ้าผู้คนในสังคม จะเรียกการชี้แจงครั้งนี้ว่า “ยุติธรรมเลือนราง” จะผิดความหมายใด ๆ หรือไม่

…………..

คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img