เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส มองภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่เปิดทางให้ไทยใช้บทบาท “อำนาจกลาง” ร่วมมือฝรั่งเศสในเชิงเศรษฐกิจ–เทคโนโลยี–อาหาร ชูแนวคิด “การทูตเชิงรุก” ไม่ใช่แค่การค้าขาย แต่คือการสร้างพันธมิตรที่เชื่อถือได้ พร้อมเตรียมรับการเยือนคณะนายกรัฐมนตรีไทยหารือระดับผู้นำ
เมื่อวันที่ 22 พ.ค.นายนิกรเดช พลางกูร นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส กล่าวถึงแนวทางการทูตเชิงรุกของไทยในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและการเมืองระหว่างประเทศ ว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันอยู่ในภาวะหลายขั้วอำนาจ ซึ่งถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของประเทศไทย
เขาระบุว่า ทั้งไทยและฝรั่งเศสต่างมองตนเองเป็น “อำนาจกลาง” (Middle Power) จึงมีโอกาสในการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันในหลายมิติ โดยเฉพาะในช่วงการเยือนฝรั่งเศสของ อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรีบางส่วน ที่จะใช้โอกาสนี้ในการผลักดันความร่วมมือระดับทวิภาคี
เอกอัครราชทูตไทย กล่าวว่า ไทยต้องการสื่อสารกับฝรั่งเศสว่า ประเทศไทยพร้อมเป็นผู้เล่นสำคัญในเวทีโลก ไม่ใช่เพียงประเทศที่ถูกกำหนดบทบาท พร้อมย้ำว่าไทยมีจุดยืนเป็นมิตรกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน เช่นเดียวกับฝรั่งเศสที่ต้องการลดการพึ่งพาอำนาจมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย
เขาเชื่อว่า ฝรั่งเศสมีความพร้อมและเปิดกว้างในการแสวงหาพันธมิตรใหม่ โดยมองไทยเป็นประเทศที่มีความจริงใจและสามารถเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ ภายใต้ความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่า 340 ปี และในปี 2569 จะครบรอบ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส
นายนิกรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยพร้อมทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมยุทธศาสตร์” ระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในบริบทอินโดแปซิฟิก ขณะที่ฝรั่งเศสมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ และอุตสาหกรรมความมั่นคง ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือกับไทยได้
นอกจากนี้ ไทยยังเสนอศักยภาพด้าน “ฮับอาหาร” ในช่วงที่โลกเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยชี้ว่าฝรั่งเศสมีจุดแข็งด้านวัฒนธรรมอาหารระดับโลก (Gastronomy) หากทั้งสองประเทศร่วมมือกัน จะสามารถสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันโดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจภายนอกมากเกินไป
เอกอัครราชทูตไทยย้ำว่า แนวทาง “การทูตเชิงรุก” ไม่ใช่เพียงการขยายตลาดหรือการค้า แต่คือการสร้างความร่วมมือเชิงลึกบนพื้นฐานของความไว้ใจ เพื่อให้ทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรที่มั่นคงในระยะยาว.



















