“สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ยื่นหลักฐานเด็ดต่อคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้ขาด “นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ขาดคุณสมบัติประธาน กสทช. แฉยับสถานะแพทย์รายชั่วโมงพรีเมียมคลินิก พ่วงนั่งบอร์ดธนาคารกรุงเทพ ขัดกฎหมายเต็ม ๆ ทำองค์กรสูญเสียธรรมาภิบาลคาราคาซัง 3 ปี
วันที่ 17 ก.ค.69 ที่รัฐสภา นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อส่งมอบข้อมูลและหลักฐานสำคัญประกอบการลงมติชี้ขาดกรณี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ถูกร้องเรียนเรื่องการขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง
โดยนพ.สุภัทร เปิดเผยว่า สาระสำคัญของการยื่นหนังสือในวันนี้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะมีการประชุมพิจารณาคุณสมบัติของ นพ.สรณ โดยตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ. กสทช.) มาตรา 18 ระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องลาออกจากตำแหน่งเดิมภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา ซึ่งในกรณีของ นพ.สรณ ครบกำหนดในวันที่ 11 มกราคม 2565
อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมหลักฐานพบว่า นพ.สรณ ยังมีพฤติการณ์และสถานะที่ขัดต่อกฎหมายใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. มีสถานะเป็นลูกจ้างมหาวิทยาลัยมหิดล แม้ นพ.สรณ จะลาออกจากตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว แต่กลับพบว่ายังมีสถานะเป็นลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่ง “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 ถึง 12 เมษายน 2565 ซึ่ง นพ.สรณ พยายามต่อสู้ว่าแพทย์รายชั่วโมงไม่ใช่ลูกจ้างของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อพิจารณาตาม ระเบียบข้อบังคับเรื่องลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561 ของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ระบุคำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า “ลูกจ้างชั่วคราว” หมายรวมถึงลูกจ้างรายเดือน รายวัน และรายชั่วโมงด้วย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) และหลักฐานการรับเงินรายได้จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในส่วนของพรีเมียมคลินิก (Premium Clinic) ตลอดช่วงเดือนมกราคม–เมษายน 2565 เดือนละประมาณ 20,000 ถึง 50,000 บาท ซึ่งขัดต่อกฎหมายมาตรา 8 (2) ของ พ.ร.บ. กสทช. ที่ห้ามมิให้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

2. รับงานตรวจโรงพยาบาลเอกชน ส่อผลประโยชน์ทับซ้อน จากการตรวจสอบข้อมูลประวัติการรักษาของคนไข้ประจำ พบหลักฐานบนเว็บไซต์โรงพยาบาลระบุตารางการออกตรวจของ นพ.สรณ อย่างชัดเจน (ปัจจุบันถูกลบออกไปแล้ว) อาทิ โรงพยาบาลรามาธิบดี (พรีเมียมคลินิก): ออกตรวจทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี โรงพยาบาลสมิติเวช: ออกตรวจทุกวันอาทิตย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า: ออกตรวจทุกวันเสาร์ พฤติการณ์ดังกล่าวขัดต่อกฎหมายมาตรา 8 (3) และมาตรา 26 ที่กำหนดให้กรรมการ กสทช. ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในลักษณะดังกล่าว ซึ่งการเป็นแพทย์พึงต้องเลือกว่าจะเป็นแพทย์รักษาคนไข้ หรือจะเป็นประธาน กสทช.
3. ดำรงตำแหน่งบอร์ด “ธนาคารกรุงเทพ” ควบคู่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ หลังกำหนดเส้นตายการลาออก (11 ม.ค. 2565) พบว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 นพ.สรณ ได้ตอบรับคำชวนและส่งใบสมัครเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ก่อนจะได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนวันโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการ กสทช. เพียงแค่ 1 วัน (โปรดเกล้าฯ วันที่ 13 เมษายน 2565) อย่างไรก็ตาม นพ.สรณ ไม่ได้แสดงความจริงใจด้วยการทำหนังสือลาออกทันที แต่กลับส่งหนังสือขอชะลอการรับตำแหน่งกรรมการธนาคาร และดึงเรื่องเสนอต่อที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 9 เพื่อส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ แต่สุดท้ายได้ถอนเรื่องกลับออกมาก่อนเนื่องจากคาดว่าผลการตีความอาจเป็นโทษแก่ตนเอง

นพ.สุภัทร เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (กมธ. ICT) ของวุฒิสภาชุดปี 2567 ซึ่งมีมติเห็นพ้องว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติจริง แต่ในขณะนั้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา กลับไม่มีการบรรจุรายงานดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม ทำให้เรื่องค้างคาราคาซังมานานกว่า 2 ปี ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของ กสทช. ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาค่าบริการอินเทอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์มือถือที่แพงเกินจริง รวมถึงปัญหาดิจิทัลทีวีที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
สำหรับการยื่นหนังสือรอบนี้ เป็นผลสืบเนื่องจาก กมธ. พัฒนาการเมืองฯ ได้รื้อฟื้นประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ประกอบกับคณะกรรมการสรรหา กสทช. เห็นว่าเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก นพ.สุภัทร จึงหวังว่าคณะกรรมการสรรหาทั้ง 4 ท่านจาก ผู้แทนศาลฎีกา ผู้แทนศาลรัฐธรรมนูญ ผู้แทนศาลปกครองสูงสุด และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในตำแหน่งกรรมการสรรหาโดยตำแหน่ง ซึ่งทุกท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายรวมถึงระบบสถาบันการเงิน จะร่วมกันพิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ มีมติชี้ขาดอย่างเปิดเผยและเป็นที่สุด เพื่อช่วยให้ กสทช. สามารถหลุดพ้นจากวิกฤตธรรมาภิบาล และกลับมาเดินหน้าทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้เสียที



















