‘พิธา’ปลุกพรรค‘ปชน.’อย่าถอยแม้เหนื่อย โลกจับตาต้นแบบ‘พรรคการเมืองยุคใหม่’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ชี้พรรคได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ เป็นแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่หลายประเทศ ย้ำสมาชิกเหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย เตรียมพร้อมรับจังหวะการเมือง พร้อมเสนอ “Alternative Thailand” ขณะที่ “วีระยุทธ” ชี้การเมืองไทยกำลังก้าวสู่ทศวรรษใหม่ พรรคต้องสร้างความหวังและความไว้วางใจจากประชาชน

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา พรรคประชาชนจัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรคประชาชน เพื่อหารือถึงปัญหา กระบวนการทำงาน ตลอดจนกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต

ภายในงาน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่า พรรคประชาชนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกมองว่าเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่จากหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ชิลี และโคลอมเบีย ที่แสดงความสนใจและต้องการเห็นพรรคการเมืองในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศของตนเอง

นายพิธา กล่าวว่า สมาชิกพรรคอาจรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้จากสถานการณ์ทางการเมือง แต่ขอให้มองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จที่พรรคร่วมกันสร้างขึ้น ทั้งการเพิ่มจำนวน สส. ในหลายพื้นที่ การขยายฐานการทำงานในกรุงเทพมหานคร รวมถึงการมีประธานสภากรุงเทพมหานครผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย

“ทุกคนเหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย” นายพิธา กล่าว พร้อมย้ำว่า พรรคต้องมีความเชื่อมั่นและเตรียมความพร้อม เมื่อถึงจังหวะทางการเมืองที่เหมาะสม จะต้องสามารถเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นชัยชนะได้ โดยเปรียบว่าพรรคต้อง “สร้างกระบวยให้ใหญ่พอ” เพื่อให้สามารถตักน้ำได้มากที่สุดเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนและสมาชิกควรติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหลายประเทศกำลังเผชิญ “Pincer Crisis” หรือวิกฤตแรงกดดันสองด้าน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนการดำรงชีวิต และปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ทำให้รัฐบาลหลายแห่งขาดประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา

นายพิธา ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของฝ่ายค้านในการนำเสนอ “Alternative Thailand” หรือประเทศไทยในฐานะทางเลือกใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้มากกว่าเดิม

พร้อมกันนี้ นายพิธา กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยและการกำหนดนโยบายประเทศ ทั้งการประชุมผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน การประชุมสหประชาชาติ การพบกันระหว่างนายสี จิ้นผิง กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ การเลือกตั้งในอิสราเอลและบราซิล การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และการประชุม G20

รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งความเสี่ยงจากเอลนีโญ น้ำท่วม ไฟป่า และคลื่นความร้อน ซึ่งจะกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง โดย สส.พรรคประชาชนจำเป็นต้องเตรียมข้อเสนอนโยบายล่วงหน้า เพื่อให้สามารถนำเสนอทางออกได้ก่อนรัฐบาล

ช่วงท้ายของการปาฐกถา นายพิธา ย้ำถึงความสำคัญของความสามัคคีภายในพรรค ขอให้สมาชิกเชื่อใจกัน ทำงานเป็นทีม และยึดหลัก “Your problem is my problem” หรือ “ปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน” เพื่อร่วมกันผลักดันให้พรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์และเป็นทางเลือกของประเทศในอนาคต

“เป้าหมายที่เราหวังไว้ คือการเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์ โชว์ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกมากกว่าสีน้ำเงินอย่างเดียว แล้วประชาชนจะให้เรากลับมาอย่างทวีคูณ ทำให้คนออกมาใช้สิทธิเยอะ เราก็มีโอกาสที่จะชนะ เข้าสู่อำนาจ และเปลี่ยนประเทศไทยที่เราทุกคนรักไปด้วยกัน” นายพิธา กล่าว

ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดวงสัมมนา โดยวิเคราะห์ภาพรวมการเมืองไทยในแต่ละช่วงทศวรรษว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจทางการเมืองที่แตกต่างกัน

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษ 2530 อำนาจทางการเมืองเริ่มเคลื่อนจากกองทัพเข้าสู่ระบบรัฐสภาและเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่ทศวรรษ 2540 การเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยและรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ทำให้การเมืองระดับชาติสามารถเชื่อมโยงกับประชาชนฐานรากผ่านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวทำให้เกิดความขัดแย้งกับเครือข่ายอำนาจดั้งเดิม ก่อนที่การเมืองไทยในทศวรรษ 2550 จะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน จนนำไปสู่รัฐประหารและโครงสร้างอำนาจที่เรียกว่า “ระบอบประยุทธ์” ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงบทบาทของกองทัพ แต่รวมถึงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายของประเทศ

นายวีระยุทธ กล่าวว่า การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ในทศวรรษ 2560 เป็นพลังทางการเมืองที่เข้ามาท้าทายโครงสร้างอำนาจดังกล่าว และการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ทศวรรษ 2570 ซึ่งสมาชิกพรรคประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตามเหตุการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสมการในการกำหนดอนาคตประเทศ

พร้อมระบุว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครต ซึ่งแม้มีแนวคิดแตกต่างกัน แต่สามารถอยู่ร่วมกันภายใต้โครงสร้างอำนาจเดียวกัน

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า พรรคการเมืองที่เติบโตจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเชี่ยวชาญการบริหารเครือข่ายในพื้นที่ อาจมีข้อจำกัดเมื่อต้องรับบทเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะการบริหารประเทศจำเป็นต้องอาศัยวิสัยทัศน์และการเชื่อมโยงนโยบายหลายด้าน ขณะที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดทางการคลัง และการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม นายวีระยุทธ ย้ำว่า ความไม่พอใจต่อรัฐบาลหรือโครงสร้างอำนาจเดิม ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเลือกพรรคประชาชนโดยอัตโนมัติ พรรคจึงต้องสร้างความเชื่อมั่น ทำให้ประชาชนเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหากับโครงสร้างทางการเมือง พร้อมพิสูจน์ว่าพรรคมีความสามารถในการเป็นรัฐบาลได้จริง

“พรรคการเมืองที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ต้องเป็นทั้งความหวัง เป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง และแสดงให้เห็นภาพประเทศไทยอีกแบบหนึ่ง หรือ Alternative Thailand ที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ”

นายวีระยุทธ ระบุว่า ภารกิจของพรรคประชาชนต่อไป คือการเอาชนะทางความคิด เอาชนะทางการเมือง และสร้างพรรคมวลชนที่เข้มแข็ง เพื่อเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง ความไว้วางใจ และพลังทางการเมืองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศในอนาคต.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img