ลุคใหม่!?‘ทนายตั้ม’สวมสูทแดง-ติดหนวด ยื่นร้องมหาดไทยสอบ‘มูลนิธิกันจอมพลัง’

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด เปิดตัวแบบจัดเต็ม สวมสูทสีแดงเลือดหมู ติดหนวด ขอให้สื่อเรียก “ตั้ม จอมพลัง” ก่อนเดินทางยื่นหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย ขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานและเส้นทางการเงินของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ หลังได้รับข้อมูลและข้อสงสัยจากประชาชน พร้อมระบุสัปดาห์หน้าจะยื่น DSI ตรวจสอบประเด็นฟอกเงิน ขณะที่มหาดไทยรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 ก.ย. 2569 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน เดินทางมายังกระทรวงมหาดไทย โดยสวมสูทสีแดงเลือดหมูและติดหนวด พร้อมบอกสื่อมวลชนให้เรียกตนเองว่า “ตั้ม จอมพลัง” และพูดติดตลกว่าไม่มีเงินจ้างบอดี้การ์ด พร้อมขอให้โอนเงินเข้าบัญชี “กสิกร 888”

ทนายตั้มกล่าวว่า วันนี้มายื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ หลังมีประชาชนตั้งข้อสงสัยและขอให้ตนช่วยดำเนินการตรวจสอบ โดยทราบว่าปัจจุบันมูลนิธิย้ายไปอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ จึงต้องการให้กระทรวงมหาดไทยประสานไปยังจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการตรวจสอบ

ประเด็นที่ต้องการให้ตรวจสอบ ได้แก่ เงินที่โอนเข้าบัญชีของมูลนิธิมีจำนวนเท่าใด เงินถูกโอนออกไปใช้จ่ายอย่างไร รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีการจัดซื้อสิ่งของหรือใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหรือไม่

นอกจากนี้ ทนายตั้มอ้างว่าได้รับข้อมูลจากบุคคลใกล้ชิดของนายกัน จอมพลัง ว่าอาจมีการให้บริษัทคนกลางจัดซื้อสิ่งของเพื่อนำไปบริจาค โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด และมีการคิดส่วนต่างจากการจัดซื้อ พร้อมระบุว่า หากนายกัน จอมพลังทราบข้อมูลดังกล่าวอาจรู้สึกตกใจ

ส่วนประเด็นบ้านพักที่มีการกล่าวอ้างว่ามีมูลค่าสูงถึง 250 ล้านบาท ทนายตั้มระบุว่า ได้ติดตามข้อมูลและพบว่าอยู่ในหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง โดยส่วนตัวประเมินว่าตัวบ้านอาจมีมูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท แต่เมื่อรวมค่าตกแต่งอาจมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท แต่ไม่น่าถึง 250 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเช่นกัน

ทนายตั้มกล่าวด้วยว่า ในสัปดาห์หน้าเตรียมเดินทางไปยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอให้ตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับการฟอกเงินของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้

กรณีการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ทนายตั้มยืนยันว่าไม่ได้ประสานงานกับบุคคลใดเป็นพิเศษ โดยระบุว่าพูดคุยกับทนายเดชา กิตติวิทยานันท์เป็นหลัก ส่วนบุคคลอื่น เช่น อาจารย์อ๊อด หรือต้นอ้อ ระบุว่าไม่ได้รู้จักกัน และไม่ทราบว่ามีประสบการณ์หรือข้อมูลใดเกี่ยวกับนายกัน จอมพลังหรือไม่

ส่วนกรณีกลุ่มไลน์ 12 คน ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเตรียมจัดตั้งพรรคการเมือง ทนายตั้มตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง ก็ควรให้สมาชิกคนอื่นออกมาชี้แจงด้วย พร้อมกล่าวถึงกรณีที่นายกัน จอมพลังเคยพูดถึงประวัติของตนว่าเคยติดคุก โดยระบุว่าประชาชนรับรู้เรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว และหากในอนาคตมีการตรวจสอบแล้วพบการกระทำผิด ผู้ที่ถูกตรวจสอบก็อาจต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

ทนายตั้มยังปฏิเสธว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อช่วยนายกรรชัย กำเนิดพลอย ผู้ดำเนินรายการ “โหนกระแส” พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาตนเองเคยมีปัญหากับนายกรรชัย แต่ภายหลังมีการพูดคุยและขอโทษกัน จึงถือว่าเป็นเรื่องที่แฟร์

ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่านายกัน จอมพลังเคยโทรศัพท์มาหาตนเพื่อขอให้หยุดเปิดโปงขบวนการเว็บพนันออนไลน์หรือไม่ ทนายตั้มยืนยันว่า เคยมีการโทรศัพท์มาพูดคุยจริง โดยอ้างว่าเกิดขึ้นในช่วงที่ตนกำลังตรวจสอบขบวนการเว็บพนันที่มีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดนายกันจึงต้องเข้ามาขอให้หยุดเปิดเผยข้อมูล และรู้ได้อย่างไรว่าบุคคลที่ตนกำลังจะเปิดโปงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน

นอกจากนี้ ทนายตั้มยังกล่าวถึงประเด็นโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลของคนพิการ โดยอ้างว่าเคยร่วมรับประทานอาหารกับนายกัน จอมพลังและบุคคลอื่น และมีการพูดคุยถึงเรื่องในอดีต โดยนายกันเคยเล่าว่าเคยทำเว็บไซต์ “เสือแดง” ซึ่งเกี่ยวข้องกับลอตเตอรี่ออนไลน์ และมีผู้ใหญ่หรือ “ลูกพี่” จัดสรรโควตาสลากให้

ทนายตั้มอ้างเพิ่มเติมว่า นายกันเคยระบุว่ามีรายได้จากส่วนต่างสลาก และในบางงวดอาจได้รับเงินประมาณ 500,000-1,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นคำกล่าวอ้างที่ทนายตั้มระบุว่าได้ยินจากการพูดคุยในอดีต

ทนายตั้มกล่าวว่า หลังจากนั้นมีกลุ่มคนพิการและคนตาบอดเข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับโควตาสลาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวเคยปรากฏเป็นข่าวมาก่อน โดยระบุว่าผู้ร้องเรียนถูกตัดโควตาจากกลุ่ม 5 เสือไปประมาณ 10,000 ฉบับ และตนเตรียมนัดหารือกับนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยและผู้ร้องเรียนในวันที่ 5 ก.ย.

ด้าน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้รับหนังสือ ระบุว่า หลังจากรับเรื่องแล้วจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบมูลนิธิตามขั้นตอน หากมูลนิธิมีที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จะให้นายทะเบียนดำเนินการตรวจสอบ แต่หากตั้งอยู่ในต่างจังหวัด จะทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินการตรวจสอบ

โดยประเด็นการตรวจสอบจะครอบคลุมถึง การจัดซื้อจัดจ้าง การจ่ายเงิน และการดำเนินการด้านการเงินต่าง ๆ ของมูลนิธิ ตามอำนาจหน้าที่และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img