‘โรคไทรอยด์’ภัยเงียบใหม่ของวัยทำงาน ใคร‘สุขภาพดี’ก็เป็นได้-รีบตรวจก่อนสาย

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

หากพูดถึงโรคยอดฮิตที่ทำร้ายคนวัยทำงานยุคนี้ หลายคนอาจนึกถึง “ออฟฟิศซินโดรม” เป็นอย่างแรก แต่จริง ๆ ยังมีอีกโรคหนึ่งที่เริ่มพบว่าคนรอบตัวเป็นกันเยอะมากขึ้น

นั่นคือ “โรคไทรอยด์” โดยข้อมูลจากวารสารการแพทย์ Advances in Therapy ระบุว่า มีผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทั่วโลกราว 200 ล้านคน และมากถึง 60% ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ โดยเหตุผลหลักที่คนมักไม่รู้ตัวเพราะอาการเริ่มต้นคล้ายกับภาวะทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น นอนไม่หลับ ท้องเสีย หรืออ่อนเพลีย

สะท้อนถึงการเป็น “ภัยเงียบ” ที่แม้แต่คนที่ดูแลตัวเองดีก็มีโอกาสเป็นได้ ซ้ำแล้วหลายคนยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้เกี่ยวกับ “น้ำหนักตัว” ที่ลดหรือเพิ่มเพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงเป็นโรคที่ส่งผลต่อร่างกายหลายระบบ และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต

วันนี้ พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม รพ.วิมุต จะมาเล่าถึงความอันตรายของโรคไทรอยด์ พร้อมแชร์สัญญาณเตือนที่หลายคนอาจมองข้าม และแนวทางการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ

รู้จัก “โรคไทรอยด์” ภัยร้ายที่บังคับให้ระบบร่างกายทำงานไม่สมดุล

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กบริเวณลำคอ มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ที่ควบคุมการทำงานของร่างกายในแทบทุกระบบ เช่น การเผาผลาญ อุณหภูมิร่างกาย การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร การหายใจ ไปจนถึงระดับความตื่นตัวของสมอง โรคไทรอยด์จึงหมายถึงการที่ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานไม่สมดุล 

พญ.ธนพร อธิบายว่า “โดยทั่วไปความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มก้อนเนื้อไทรอยด์ เช่น ถุงน้ำหรือมะเร็งไทรอยด์ กลุ่มการอักเสบและติดเชื้อ และกลุ่มความผิดปกติของการผลิตฮอร์โมนที่พบบ่อยที่สุด และแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) มักเกิดจาก โรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) ที่กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ทำให้ระบบร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ อีกชนิดคือ ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) มักเกิดจาก โรคฮาชิโมโต (Hashimoto’s Thyroiditis) ที่ภูมิคุ้มกันค่อย ๆ ทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์จนผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานช้าลงกว่าที่ควร”

เช็กสัญญาณ “โรคไทรอยด์” ที่ต้องพบแพทย์ก่อนอันตราย

โรคไทรอยด์ในระยะเริ่มมักมีอาการทั่วไปที่คนวัยทำงานเป็นกันปกติ เช่น ท้องเสียก็อาจมาจากการกินอาหารที่ไม่สะอาด หรืออ่อนเพลียก็คิดว่าอาจมาจากการโหมงานหนัก ทำให้มองข้ามโรคไทรอยด์ไป อย่างไรก็ตาม เราสามารถลองสังเกตความเสี่ยงเบื้องต้นได้ โดยเช็กว่าช่วงนี้มีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุหรือไม่ เริ่มจาก “ไทรอยด์เป็นพิษ” ที่มักมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว น้ำหนักลด เหงื่อออกง่าย ร้อนง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ และท้องเสีย ในทางกลับกัน “ไทรอยด์ต่ำ” จะมีอาการหัวใจเต้นช้า อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น ตัวบวม ผิวแห้ง หนาวง่าย ซึมเศร้า ง่วงมาก และท้องผูกเรื้อรัง โดยหากพบว่า ตัวเองมีอาการเข้าข่าย 2 ข้อขึ้นไป ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรอง 

พญ.ธนพร อธิบายเสริมว่า “ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไทรอยด์และไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินไทรอยด์ ได้แก่ Thyroid Storm ในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ ที่หัวใจจะเต้นเร็วมากจนน้ำท่วมปอด มีไข้ สับสน หรือตับอักเสบ และ Myxedema Coma ในผู้ป่วยไทรอยด์ต่ำ ที่ทำให้ซึม ไม่รู้สึกตัว หายใจช้า หัวใจเต้นช้า และมีน้ำท่วมเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งทั้งสองภาวะต้องเข้ารับการรักษาทันที”

“โรคไทรอยด์” ตรวจไม่ยาก หายได้ เพียงรักษาต่อเนื่อง

การวินิจฉัยโรคไทรอยด์ในปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและแม่นยำ โดยถ้าคนไข้มีการรับประทานวิตามิน Biotin หรือยาบางชนิดควรแจ้งแพทย์ก่อนตรวจ เพราะอาจทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน หากแพทย์สงสัยว่ามีก้อนที่ต่อมไทรอยด์ อาจทำการอัลตราซาวด์เพิ่มเติม สำหรับแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามชนิดของโรค ใน “ไทรอยด์เป็นพิษ” ต้องรับประทานยาสร้างฮอร์โมนต่อเนื่องอย่างน้อย 18-24 เดือน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งผู้ป่วยประมาณ 30-50% อาจต้องรับประทานระยะยาว หรือใช้วิธีอื่น เช่น การกลืนน้ำแร่ไอโอดีนหรือการผ่าตัด

ส่วน “ไทรอยด์ต่ำ” มักเป็นภาวะถาวร จะต้องรับประทานยาฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต และเมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติแล้ว อาการต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น น้ำหนักจะปรับเข้าสู่สมดุล แต่หากต้องการลดน้ำหนักก็ต้องอาศัยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กันไป

“แม้โรคไทรอยด์จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย ทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด และกินอาหารที่มีไอโอดีนเพียงพอก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ ที่สำคัญคืออย่าลืมไปตรวจสุขภาพทุกปี โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือเริ่มมีอาการผิดปกติ เพราะถ้าตรวจพบไวก็รักษาได้ทันท่วงที ดีกว่ารักษาในวันที่สายเกินไป” พญ.ธนพร กล่าวทิ้งท้าย

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img