ครม. ไฟเขียวให้ อ.ส.ค. กู้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 600 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% หวังเสริมสภาพคล่องหลังเจอวิกฤติยอดขายวูบพ่วงต้นทุนพุ่ง แถมโดน “นมผงต่างชาติ” ภาษี 0% เข้ามาแย่งซีนจนผู้ประกอบการทิ้งน้ำนมไทย นโยบายนี้พร้อมรับซื้อน้ำนมดิบช่วยเกษตรกรกว่า 5,000 ราย ยาวไปจนถึงปี 2575 เพื่อไม่ให้น้ำนมไทยต้องเททิ้งเพราะไม่มีคนซื้อ!
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 เม.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้ 1.เห็นชอบให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กู้ยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 600 ล้านบาท 2.อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้ อ.ส.ค. กู้ยืมเพื่อนำไปดำเนินโครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการเกษตร ระยะที่ 2 วงเงิน 600 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืนภายใน 7 ปี (พ.ศ. 2568–2575)
น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินของ อ.ส.ค. และใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการรวบรวมและรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ส่งเสริมของ อ.ส.ค. ทั้ง 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง (สระบุรี) ภาคใต้ (ประจวบคีรีขันธ์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) ภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่) และภาคเหนือตอนล่าง (สุโขทัย) ครอบคลุม 44 สหกรณ์ สมาชิกเกษตรกรรวม 5,110 ราย
น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ โครงการระยะที่ 2 เป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการระยะที่ 1 หลังจากในปี 2568 อ.ส.ค. ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ยอดขายผลิตภัณฑ์นมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–นิวซีแลนด์ ที่ลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์นมและนมผงเหลือร้อยละ 0 ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนหันไปใช้นมผงทดแทนน้ำนมดิบในประเทศ ซึ่ง อ.ส.ค. ได้ดำเนินการช่วยเหลือ ตามโครงการระยะที่ 1 โดยรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเพิ่มเติม สำหรับเกษตรที่ไม่มีแหล่งจำหน่าย แต่ยังสามารถแก้ขปัญหาในภาพรวมได้
“สำหรับโครงการระยะที่ 2 ตั้งเป้ารับซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมในเครือ อ.ส.ค. ปริมาณ 26,375,000 กิโลกรัมต่อ 1 รอบการผลิต โดยเกษตรกรในโครงการสามารถจำหน่ายน้ำนมดิบได้ปีละ 3 รอบการผลิต รวม 79,125,000 กิโลกรัม ตลอดระยะเวลาโครงการ 7 ปี (พ.ศ. 2569–2575)”น.ส.รัชดา กล่าว.



















