“เทพไท”เปิดบทวิเคราะห์สถานการณ์ทุจริต ชี้ประเทศไทยติดหล่ม “วงจรอุบาทว์” ตั้งแต่ ส.ส. ซื้อเสียงเข้ามาถอนทุนคืน ไปจนถึงข้าราชการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นต่อผลสำรวจ กกร. เรื่องสินบน ย้อนถามรัฐบาลแทนที่จะแก้ไขทำไมกลับชี้ช่องให้ฟ้องร้องภาคเอกชน
เมื่อวันที่ 18 พ.ค.นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง และอดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๋ก หัวข้อ สส.ซื้อเสียง:ข้าราชการซื้อตำแหน่ง:ถอนทุนคืน
หลังจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน หรือ กกร.ได้ทำการสำรวจสอบถามความคิดเห็นของภาคเอกชน เกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของหน่วยงานราชการหรือภาครัฐ พบว่า มีหน่วยงาน มีกรมต่างๆเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์ มีการติดสินบนกัน หลังจากการสำรวจของกกร.ออกมาเผยแพร่ จึงทำให้กรมหรือหน่วยงานภาครัฐบางหน่วย ได้ตั้งโต๊ะแถลง ชี้แจงตอบโต้ ท้าทายและประกาศจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับกกร.
จึงมีคำถามทางสังคมออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ว่า ผู้คนในสังคมจะเชื่อถือผลการสำรวจของกกร. หรือจะเชื่อในคำชี้แจง หรือการปฏิเสธของหน่วยงานภาครัฐ ถ้าเมื่อดูฝ่ายการเมืองหรือผู้รับผิดชอบในด้านนโยบาย ตั้งแต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น และมีแนวโน้มว่า จะเชื่อข้อมูลของฝ่ายราชการหรือหน่วยงานรัฐ ในขณะที่ประชาชนทั่วไป เชื่อในผลการสำรวจของกกร.เป็นส่วนใหญ่
สำหรับผมในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง เชื่อในผลการสำรวจของกกร. เพราะเห็นว่าเป็นองค์กรภาคเอกชน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง การทำการสำรวจเรื่องความโปร่งใส ก็เพียงหวังเพื่อนำข้อมูลไปยื่นต่อรัฐบาล ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เรียกเงินสินบน รับเงินใต้โต๊ะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักลงทุน แต่รัฐบาลหรือผู้นำรัฐบาลกลับให้ท้าย หรือชี้ช่องให้ฝ่ายราชการเล่นงานฟ้องร้องกกร. ทั้งที่ควรจะไปแก้ไขดำเนินการจัดการกับผลการสำรวจของกกร. ที่ระบุว่า ภาครัฐรับเรียกผลประโยชน์ และมีการติดสินบนกัน
ต้องยอมรับความจริงว่า สถานการณ์การทุจริตคอรัปชั่นของประเทศไทย มีเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ ยิ่งในยุคนี้เชื่อว่าดัชนีการทุจริตคอรัปชั่นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองของนักการเมือง เพื่อมาเป็นรัฐบาลมาเป็นผู้บริหารสูงสุด เมื่อมาจากการซื้อเสียงเป็นส่วนใหญ่ มีการลงทุนด้วยจำนวนเงินอย่างมหาศาล พรรคการเมืองเกือบทุกพรรค ใช้เงินในการหาเสียงระดับพันล้านบาทถึง หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นเมื่อได้รับการเลือกตั้งมาแล้ว ทุกพรรคก็มุ่งเน้นจะเข้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อจะถอนทุนคืนทั้งนั้น
ในขณะเดียวกันข้าราชการก็วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง เมื่อมีการซื้อขายตำแหน่งกัน มีการลงทุนกัน ย่อมมีการถอนทุนคืน วงจรการทุจริตคอร์รัปชั่น จึงวนเวียนกันไป จากฝ่ายการเมืองถอนทุน ข้าราชการซื้อขายตำแหน่ง แล้วก็ถอนทุนคืน จึงกลายเป็นวงจรอุบาทว์ ในการทุจริตคอรัปชั่นของประเทศไทย ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ตราบใดที่การเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองยังมีการซื้อเสียง มีการลงทุนกัน
การแก้ปัญหายับยั้งการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ระดับหนึ่ง คือการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กีดกันนักการเมืองทุจริต นักการเมืองซื้อเสียงเข้าสู่สภา และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าสามารถสกัดนักการเมืองซื้อเสียงได้ ทำให้การเลือกตั้งสุจริตได้ ก็สามารถแก้ปัญหาการทุจริตของชาติได้ระดับหนึ่ง



















